ป่าชายเลน

 

สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน

ป่าชายเลนเป็นกลุ่มของสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ตามบริเวณชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ หรืออ่าวที่มีน้ำทะเลท่วมถึงในช่วงที่มีน้ำทะเลขึ้นสูงสุด
บริเวณที่มีดินเลนหรือดินเลนปนทราย พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้สกุลโกงกาง ( Rhizophoraceae ) เป็นสำคัญ และมีไม้สกุลอื่นขึ้นปะปนอยู่ด้วย พันธุ์ไม้ป่าชายเลนเหล่านี้อาจจะขึ้นเป็นแนวเขตหรือเป็นโซนที่ค่อนข้างแน่นอน จากบริเวณชายฝั่งน้ำจนลึกเข้าไปในด้านใน ซึ่งลักษณะอันนี้เป็นเอกลักษณ์ของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนที่มีการขึ้นแตกต่างไปจากป่าบกทั้งหลาย ปัจจัยที่ทำให้การขึ้นของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนขึ้นอยู่เป็นแนวเขตหรือเป็นโซนมีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน คือ ความถี่ ของการท่วมถึงของน้ำทะเล ลักษณะทางกายภาพและเคมีภาพของดิน ความเค็มของน้ำในดิน การระบายน้ำ และความเปียกชื้นของดิน เป็นต้น ป่าชายเลนจะพบทั่วไปตามพื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศในแถบโซนร้อน ( tropical region ) ส่วนบริเวณเขตเหนือหรือใต้โซนร้อน ( sub-tropical region ) จะพบป่าชายเลนอยู่บ้างเป็นส่วนน้อย เนื่องจากสภาวะภูมิอากาศไม่เหมาะสมนัก ป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิดมักจะพบในกลุ่มประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยพบว่ามีพื้นที่ ป่าชายเลนกระจายอยู่ตามชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ป่าชายเลนที่มีสภาพสมบูรณ์ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคใต้ฝั่งตะวันตก

ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงระหว่างพื้นดินกับน้ำทะเล มีความอ่อนไหวและเปราะบาง สามารถลดลงและเพิ่มขึ้นในเวลาอันรวดเร็วตามทิศทางการผันแปรของกระแสน้ำและคลื่นลม ในสภาวการณ์ปกติป่าชายเลนทำหน้าที่เป็นป้อมปราการธรรมชาติที่คอยปกป้องชายฝั่งทะเลไม่ให้ถูกทำลายจากกระแสคลื่น เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ และคอยอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนเพื่อให้เจริญวัย อยู่อาศัยและหลบภัยจากความแปรปรวนของท้องทะเล ในขณะเดียวกันสัตว์บกสามารถเข้ามาอาศัยและแสวงหาอาหารที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในป่าชายเลน ทำให้ป่าชายเลนความหลากหลายไปด้วยสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์นานับชนิด ป่าชายเลนยิ่งอุดมสมบูรณ์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ชายฝั่งมากยิ่งขึ้น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในปัจจุบันป่าชายเลนได้ถูกคุกคามโดนมนุษย์อย่างรุนแรง โดยการตัดไม้ใช้ประโยชน์เพื่อการก่อสร้าง ทำฟืน เผาถ่าน จนเกินกำลังผลิตของป่า การบุกรุกทำลายพื้นที่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย เพื่อประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เพื่อการทำนาเกลือและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนเป็นจำนวนมากถูกเปลี่ยนสภาพไปสิ้นเชิง จนบางพื้นที่ยากแก่การฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพที่ดีได้ดังเดิม

 

ความสำคัญของป่าชายเลน

ป่าชายเลนแม้ว่าจะมีเนื้อที่เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับป่าบก แต่ทว่าป่าชายเลนนับวันจะมีความสำคัญขึ้นต่อชีวิตประชากรและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าป่าชายเลนเป็นที่รวมของสังคมพืช สัตว์น้ำ และสัตว์บกนานาชนิด ป่าชายเลนจึงนับว่าเป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่ามหาศาล

ความสำคัญและประโยชน์ของป่าชายเลนสรุปได้ดังต่อไปนี้

•  ความสำคัญทางด้านป่าไม้

ผลผลิตที่ได้จากป่าชายเลนซึ่งช่วยเพิ่มเศรษฐกิจของประเทศได้มากก็คือ การนำไม้จากป่าชายเลนมาใช้ประโยชน์ในลักษณะต่าง ๆ กันหลายรูปแบบอย่างกว้างขวางก็คือการเผาถ่าน โดยเฉพาะการนำไม้โกงกางมาทำเป็นถ่าน ซึ่งถ่านที่ได้จากไม้โกงกางถือว่าเป็นถ่านที่มีคุณภาพดี ให้ความร้อนสูงเมื่อเทียบกับถ่านที่ได้จากไม้ชนิดอื่น ๆ ป่าชายเลนมีส่วนสำคัญในการสร้างชาติและพัฒนาเศรษฐกิจมาตั้งแต่โบราณกาล โดยป่าชายเลนได้ผลิตถ่านไม้โกงกาง โดยมีปริมาณการผลิตถึง 320,481 ม 3 / ปี เป็นมูลค่าประมาณ 320 ล้านบาท / ปี ไม้ในป่าชายเลนนอกจากจะนำมาทำเป็นถ่านแล้ว ยังนำไปใช้ทำเสาเข็มไม้ค้ำยัน สร้างบ้านเรือน เฟอร์นิเจอร์ ไม้จากป่าชายเลนยังนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ทางอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการกลั่นไม้ปรือสกัดเอาสารเคมีที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะผลผลิตด้านแทนนิน เมททิลแอลกอฮอล์ กรดน้ำส้ม และน้ำมันดิน นอกจากนี้ไม้ป่าชายเลนหลายชนิดยังสามารถใช้เป็นสมุนไพรได้อีกด้วย

•  ความสำคัญทางด้านประมง

ป่าชายเลนมีบทบาทสำคัญในการรักษากำลังผลิตของประมงชายฝั่งและนอกฝั่งให้มีศักยภาพสม่ำเสมอโดยตรง โดยป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญสำหรับสัตว์น้ำนานาชนิดไม่ว่าจะเป็นพวก กุ้ง หอย ปู และปลา วงจรชีวิตของสัตว์น้ำเหล่านี้จะมีความสำคัญกับป่าชายเลนอย่างมาก ทั้งในด้านที่เป็นที่อยู่อาศัย แหล่งเพาะพันธุ์การเจริญเติบโต ป่าชายเลนสามารถผลิตอาหารและแร่ธาตุหลายชนิด โดยได้จากการร่วงหล่นและสลายตัวของเศษไม้ ใบไม้ ซากพืชเหล่านี้เมื่อร่วงหล่นลงสู่พื้นล่างประมาณ 1 กิโลกรัม / ม 2 / ปี จะผุสลายเป็นธาตุอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ชายฝั่ง ทำให้มีประมาณสัตว์น้ำมากมายหลายชนิดเข้ามาอาศัย วางไข่ และแสวงหาอาหาร ทำรายได้ให้แก่ผู้ประกอบอาชีพด้านการประมงมาช้านาน และนำรายได้เข้าประเทศมากมาย นอกจากนี้ในป่าชายเลนมีแพลงตอนพืชและแพลงตอนสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งอาหารในวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ จากความสำคัญดังกล่าวทำให้ป่าชายเลนเป็นแหล่งยังชีพของประชากรที่อยู่ตามชายฝั่งทะเล ซึ่งอาศัยรายได้จากการทำประมงขนาดเล็กและการเพาะเลี้ยงสัตว์ตามชายฝั่ง

•  ความสำคัญในการรักษาความสมดุลของสิ่งแวดล้อม

ป่าชายเลนมีบทบาทสำคัญในการป้องกันพื้นที่ชายฝั่งทะเลจากคลื่นลมแรง โดยจะช่วยลดความรุนแรงของลมพายุลงจนไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อระบบนิเวศ ช่วยป้องกันการกัดเซาะดินที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลไม่ให้มีการพังทลาย เป็นแหล่งดักตะกอนสารปฏิกูล และสารมลพิษต่าง ๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล โดยรากของต้นไม้ในป่าชายเลนที่งอกออกมาเหนือพื้นดินจะทำหน้าที่คล้ายตะแกรงธรรมชาติ คอยงอกขยายตัวออกไปในทะเล โดยรากของต้นไม้ในป่าชายเลนจะช่วยทำให้ตะกอนที่แขวนลอยมากับน้ำตกทับถมเกิดเป็นหาดเลนงอกใหม่ อันเหมาะแก่การเกิดของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนและการเพาะเลี้ยงประมงชายฝั่งได้เป็นอย่างดี

พื้นที่และการกระจายของป่าชายเลน

ประเทศไทยมีแนวชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 2,600 กิโลเมตร โดยมีส่วนที่มีป่าชายเลนขึ้นอยู่ประมาณร้อยละ 36 ของความยาวชายฝั่งทั้งหมดเท่านั้น ป่าชายเลนในอดีตมีความอุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งพบว่าพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทยในปี 2504 มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 2,299,375 ไร่ ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาประเทศมากขึ้นอันเป็นผลจากการเจริญทางด้านเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ประกอบกับประชากรของประเทศเพิ่มมากขึ้น การใช้ประโยชน์ของป่าชายเลนในรูปแบบต่าง ๆจึงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ป่าชายเลนของประเทศลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา จากสถิติข้อมูลพื้นที่ป่าชายเลนในปี 2546 พบว่ามีพื้นที่ป่าชายเลนเหลืออยู่ประมาณ 1,054,266 ไร่ โดยส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตกประมาณ 836,545 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 79.35 ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด รองลงไปอยู่ในภาคใต้ฝั่งตะวันออก ภาคตะวันออกและภาคกลาง โดยมีเนื้อที่ประมาณ 102,654 ไร่ 81,548 ไร่ และ 33,519 ไร่ ตามลำดับ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.74,7.73 และ 3.18 ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งประเทศตามลำดับ

การลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนในประเทศไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันตามที่มีการสำรวจและเก็บข้อมูลในช่วงต่าง ๆพบว่าในช่วงปี 2504 -2518 เนื้อที่ป่าชายเลนลดลง 345,000 ไร่ หรือลดลงเฉลี่ยปีละ 24,643 ไร่ ในช่วงปี 2518 –2522 เนื้อที่ป่าชายเลนลดลง 158,700 ไร่ หรือลดลงเฉลี่ยปีละ 39,675 ไร่ ในช่วงปี 2522 – 2529 เนื้อที่ป่าชายเลนลดลง 567,951 ไร่ หรือลดลงเฉลี่ยปีละ 81,136 ไร่ ในช่วงปี 2529 – 2532 เนื้อที่ป่าชายเลนลดลง 99,230 ไร่ หรือลดลงเฉลี่ยปีละ 33,076 ไร่ ในช่วงปี 2532 – 2534 เนื้อที่ป่าชายเลนลดลง 42,113 ไร่ หรือลดลงเฉลี่ยปีละ 21,056 ไร่ ในช่วงปี 2534 – 2536 เนื้อที่ป่าชายเลนลดลง 32,115 ไร่ หรือลดลงเฉลี่ยปีละ 16,057 ไร่ รวมพื้นที่ป่าชายเลนถูกทำลายไปแล้วตั้งแต่ปี 2504 – 2536 เท่ากับ 1,245,109 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 54.15 ของเนื้อที่ป่าชายเลนปี 2504 โดยมีอัตราการลดลงเฉลี่ยปีละประมาณ 38,910 ไร่

อย่างไรก็ตามผลการสำรวจพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทยครั้งล่าสุดเมื่อปี 2543 โดยส่วนวิเคราะห์ทรัพยากรป่าไม้ รายงานว่าพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทยมีการเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินการปลูกป่าชายเลนมาอย่างต่อเนื่อง และการแปลภาพถ่ายดาวเทียมอย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้น การจำแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ดินป่าชายเลนได้แสดงในภาพที่ 1

สาเหตุการทำลายป่าชายเลน

พื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทยถูกทำลายไปอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยมีลักษณะการทำลายที่แตกต่างกันอยู่หลายประการคือ ประการแรก การเปลี่ยนแปลงสภาพป่าชายเลน อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและการเจริญเติบโตของประเทศ เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพป่าเพื่อเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม ท่าเรือ แพปลา และการตัดถนน ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงสภาพป่าชายเลนเป็นที่เลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น นากุ้งและการเลี้ยงปลา โดยเฉพาะการตื่นตัวในการทำนากุ้งในช่วงหลังปี 2522 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้พบมาก ในจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม จันทบุรี สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เป็นต้น และการทำนาเกลือซึ่งมีมากในจังหวัดสมุทรสาคร ชลบุรี เป็นต้น ประการที่สาม คือ การทำเหมืองแร่ในบริเวณป่าชายเลน ส่วนใหญ่จะพบในจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต ประการสุดท้าย ได้แก่ การตัดไม้เกินกำลังผลิตของป่า ซึ่งพบในหลายจังหวัดที่มีป่าชายเลน

การจัดการป่าชายเลนในประเทศไทย

การจัดการป่าชายเลนในอดีตมิได้มีการวางโครงการที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเท่าใดนัก เป็นเพียงการวางโครงการชั่วคราว การอนุญาตก็เป็นเพียงการอนุญาตรายย่อยเป็นปี ๆ ไป ระบบวนวัฒนวิธีก็ยังมิได้มีการกำหนดให้ใช้แน่นอน ต่อมาในปี 2504 กรมป่าไม้ได้มีการปรัปปรุงหลักเกณฑ์การทำป่าไม้ชายเลนและให้มีการสำราจจัดวางโครงการป่าชายเลนให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมดใหม่ โดยกำหนดรอบตัดฟัน 15 ปี แบ่งพื้นที่ป่าแต่ละโครงการเป็น 15 แปลง มีการอนุญาตให้ทำให้ออกโดยวิธีการประมูลผูกขาด ครั้งละ 3 –5 ปี ทำไม้ปีละแปลง ระบบวนวัฒนวิธีที่ใช้คือ Shelterwood with Minimum Girth Limit ต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2509 ให้เปลี่ยนแปลงนโยบายการทำป่าไม้ชายเลนจากวิธีรายย่อยและการอนุญาตแบบผูกขาดมาเป็นการอนุญาต โดยวิธีการสัมปทานระยะยาวตามโตรงการ 15 ปี เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว กรมป่าไม้ได้ทำการสำรวจจัดวางโครงการเพื่อทำไม้ออกให้ถูกหลักวิชาการเพื่อให้อำนวยผลผลิตอย่างสม่ำเสมอตลอดไป โดยการสัมปทานระยะยาว 15 ปี ป่าโครงการแต่ละโครงการจะทำการแบ่งออกเป็น 15 แปลงตัดฟัน ให้ทำไม้ปีละ 1 แปลง ตามระบบตัดหมดในแนวสลับ (Clear felling in alternate strips) โดยให้ทำการตัดฟันไม้ในแนวตัดฟัน (strip) ที่มีขนาดกว้าง 40 เมตรออกตลอดแนวแล้วเว้นไว้ 1 แนวสลับกันไปทั้งแปลงตัดฟัน หลังจากตัดฟันไม้ออกแล้วผู้รับสัมปทานต้องทำการปลูกบำรุงป่าในบริเวณที่ตัดฟันไม้ตามวิธีการที่กรมป่าไม้กำหนด เพื่อให้ป่าที่มีการทำไม้ออกมีสภาพป่าสมบูรณ์ขึ้นสำหรับการทำป่าไม้ในรอบสัมปทานต่อไป ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2526 อนุมัติในหลักการอนุญาตให้มีการทำไม้ป่าชายเลนโดยการสัมปทานระยะยาว 15 ปี ต่อไปอีก ซึ่งคาดหวังว่าสัมปทานฉบับใหม่ที่จะทำไม้ออกตามสัมปทานในรอบที่สอง ได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขสัมปทานให้มีเหมาะสมยิ่งขึ้น ทั้งด้านวิธีการทำไม้และวิธีการปลูกบำรุงป่า อย่างไรก็ตาม ป่าชายเลนที่ผ่านการทำไม้ออกแล้ว กลับเสื่อมโทรมลง จนต้องมีการทบทวนข้อปฏิบัติและระงับการต่อสัมปทานป่าชายเลนทั่วประเทศ

การปลูกฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลน

การปลูกป่าชายเลนในปัจจุบันมุ่งหวังที่จะฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนที่เสื่อมโทรมให้มีสภาพดีเพื่อให้เกิดความสมดุลของสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลมากยิ่งขึ้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2533 เร่งรัดให้มีการปลูกฟื้นฟูป่าชายเลน โดยคัดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับระบบนิเวศ และต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 4 มิถุนายน 2534 ให้ดำเนินการปลูกป่าชายเลนทั่วประเทศ และได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน กรมป่าไม้ได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 110,000 ไร่ การปลูกป่าชายเลนเท่าที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะใช้ไม้โกงกางเป็นหลัก เพราะป่าไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามการปลูกป่าชายเลนให้ได้ผลดีควรคำนึงถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพพื้นที่และกาลเวลาอาทิเช่น สภาพภูมิประเทศ ชายฝั่งทะเล ภูมิอากาศ น้ำขึ้น – น้ำลง คลื่นและกระแสน้ำ ความเค็มของทะเลปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำ คุณสมบัติทางเคมี และฟิสิกส์ของดิน และปริมาณธาตุอาหารต่าง ๆ การที่จะปลูกป่าชายเลนในสภาพพื้นที่ต่าง ๆ ให้ได้ผลนั้น ผู้ดำเนินการในพื้นที่จะต้องนำความรู้ที่ได้จากการสังเกต และศึกษาทำความเข้าใจในระบบนิเวศป่าชายเลนของพื้นที่ปลูกมาใช้เป็นหลักในการดำเนินการปลูก โดยสังเกตและศึกษากลุ่มของสังคมพืชที่ปรากฏอยู่ในสภาพธรรมชาติ ซึ่งปกติแล้วพันธุ์ไม้ป่าชายเลนจะขึ้นอยู่ในลักษณะของการแบ่งเขต (Zonation) ตามสภาพความเค็มของน้ำทะเลและความลาดชันของพื้นที่การปลูกเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลเช่นนี้ จึงควรพิจารณาคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่มีอยู่เดิมในสังคมพืชนั้นเป็นอันดับแรก โดยทั่วไปแล้วพื้นที่ที่จะดำเนินการปลูกฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนมีลักษณะดังนี้

1. พื้นที่ซึ่งเป็นดินเลนงอกใหม่ (new mudflat area) เกิดจากการทับถมของตะกอนดินที่ไหลมาตามแม่น้ำลำคลอง เช่น อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฏร์ธานี อ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือเกิดจากการพังทลายของชายฝั่งทะเลในบริเวณอื่น แล้วกระแสน้ำหมุนเวียนพัดพาไปตกตะกอนในอีกพื้นที่หนึ่ง เช่น หาดเลนงอกใหม่ในท้องที่จังหวัดสมุทรสงคราม และเพชรบุรี เกิดจากการพังทลายของชายฝั่งสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ แล้วกระแสน้ำพัดพาไปตกตะกอนในบริเวณดังกล่าว โดยจะมีตะกอนที่ไหลมาตามแม่น้ำลำคลองทับถมเพิ่มเติม พันธุ์ไม้เบิกนำที่ขึ้นอยู่ในบริเวณที่เป็นดินเลนงอกใหม่ ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดไม้ลำพู (Sonneratia caseolaris) ลำแพนขาว ( Sonneratia alba) แสมขาว ( Avicennia marina) โดยพื้นที่ที่มีความเค็มของน้ำทะเลต่ำ ระหว่าง 0-15 ppt ( ) จะเป็นพันธุ์ไม้ลำพูและแสมขาว ส่วนบริเวณที่มีความเค็มสูงกว่าจะเป็นไม้แสมทะเลและลำแพน การปลูกป่าชายเลนในสภาพพื้นที่นี้ควรมีการสังเกตพันธุ์ไม้เบิกนำดังกล่าวเป็นหลัก พื้นที่ที่มีพันธุ์ไม้เบิกนำเริ่มปรากฏจะเป็นดัชนีบ่งชี้ให้เห็นว่าดินเลนยึดตัวกันแน่นพอที่จะดำเนินการปลูกป่าชายเลนได้ การที่จะกำหนดว่าเขตใดสามารถปลูกพันธุ์ไม้ลงในพื้นที่ได้นั้น ควรสังเกตว่าในพื้นที่นั้นมีลูกไม้ (sapling) ขึ้นอยู่หรือไม่ จากการสำรวจในท้องที่จังหวัดสมุทรสงคราม พบว่าในบริเวณที่มีการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติของไม้แสมประมาณ 4-46 ต้นต่อไร่ จะปลูกพันธุ์ไม้ชนิดเดียวกันได้ดี และบริเวณที่มีลูกไม้แสมมากกว่า 64 ต้นต่อไร่ จะปลูกโกงกางใบใหญ่ได้ แต่อย่างไรก็ตามมีปัญหาที่สำคัญของการปลูกป่าชายเลน ในพื้นที่บริเวณหาดเลนงอกใหม่นี้คือเพรียงหิน (Balanus sp.) ซึ่งจะมาเกาะลำต้นของกล้าไม้ที่ใช้ปลูก โดยพบว่าเพรียงหินจะเกาะฝักโกงกางใบใหญ่ที่ใช้ปลูกปริมาณมาก จนทำให้กล้าไม้ล้มเอนลงอยู่ในระดับต่ำและตายในที่สุด ทั้งนี้ก็เพราะต้นโกงกางใบใหญ่มีผิวขรุขระ ทำให้เพรียงหินเกาะทำลายได้ง่าย ส่วนแสม ลำแพน และลำพู สามารถขึ้นได้ดี มีเพรียงเกาะทำลายอยู่ เนื่องจากพันธุ์ไม้ดังกล่าวมีเปลือกที่สามารถหลุดลอกออกได้โดยง่าย เปลือกที่มีเพรียงหินเกาะติดอยู่จะร่อนหลุดออกไปก่อนที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนของลำต้นอย่างไรก็ตาม ได้มีรายงานว่าด้วงเจาะไม้บางชนิด เข้ามามีบทบาทในการเจาะกล้าไม้ลำพูทะเล ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี ทำให้การปลูกกล้าไม้เบิกนำในบริเวณดังกล่าวล้มเหลว ในการปลูกบริเวณที่มีปัญหาเรื่องเพรียงหินเป็นปริมาณมาก นอกจากเลือกพันธุ์ไม้ที่มีศักยภาพต่อความอยูรอดในบริเวณดังกล่าวสูงแล้ว โดยเฉพาะในบริเวณก้นอ่าวไทย พบว่าระหว่างเดือนตุลาคม – ธันวาคม จะมีตัวอ่อนของเพรียงหินเป็นปริมาณมาก จึงควรหลีกเลี่ยงการเอากล้าอ่อนไปปลูกในฤดูกาลนี้ นอกจากนี้ในพื้นที่ซึ่งเป็นดินเลนงอกใหม่ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแสวงหาอาหารของสัตว์น้ำเป็นจำนวนมาก ทำให้มีอวนรุนเข้ามาจับสัตว์น้ำอยู่เสมอ ซึ่งนอกจากจะทำลายกล้าไม้ที่ปลูกแล้ว ยังทำให้การตกตะกอนและยึดตัวของอนุภาคดินเป็นไปได้ช้า ดังนั้นก่อนการปลูกป่าชายเลนในบริเวณนี้จึงควรจัดทำแนวรั้วกั้นการเข้าออกของเรือประมงไว้เป็นการล่วงหน้า 1-2 ปี จะทำให้ดินเลนตกตะกอนและยึดตัวแน่นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้สามารถดำเนินการปลูกได้ง่ายขึ้น และจะมีกล้าไม้เข้ามาสืบพันธุ์ตามธรรมชาติเพิ่มเติมจนกลายเป็นป่าที่สมบูรณ์ที่มีประโยชน์ในการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมชายฝั่งได้ในเวลาอันรวดเร็ว

2. พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมอันเนื่องมาจากการตัดไม้ (over – cutting area) ในพื้นที่เช่นนี้จะมีไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจเหลืออยู่น้อยและการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติเลว เนื่องจากขาดแคลนแม่ไม้ สภาพสังคมพืชที่เคยเป็นป่าโกงกางขึ้นอยู่ในดินเลนอ่อนอาจเปลี่ยนเป็นไม้ถั่ว ไม้โปรง ซึ่งขึ้นได้ดีในที่เป็นดินเลนแข็งแรงกว่าและมีมนุษย์เข้าไปเหยียบย่ำรบกวนอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีตะกอนดินเลนที่แขวนลอยอยู่ในน้ำมาทับถมเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ระดับดินสูงมากขึ้น โดยการปลูกพันธุ์ไม้ลงในพื้นที่เหล่านี้ควรสังเกตปริมาณวัชพืชที่มีอยู่ หากเป็นพื้นที่ซึ่งมีปรงหนูหรือปรงทะเล (Acrostichum sp) หรือพันธุ์ไม้อื่น ๆ เช่น เหงือกปลา หมอ (Acanthus sp.) ถอบแถบ ( Derris trifoliata) สักขรี ( Dalbergia cadenatensis) ขึ้นอยู่ทั่วไปในพื้นที่เหล่านี้จะเป็นดินเลนแข็ง ไม้โกงกางเจริญเติบโตได้ไม่ดี ควรทำการปลูกไม้ชนิดอืน่ ได้แก่ ถั่วขาว (Bruguiera cylindrica) พังกาหัวสุมดอกขาว ( B. sexangula) พังกาหัวสุมดอกแดง (B. gymnorrhiza) ฝาดแดง (Lumnitzera littorea) ฝาดขาว (L. racemosa) เป็นต้น หากปรากฏว่ามีอุปสรรคอันเกิดจากปูแสม (Sesarma sp .) กัดกินกล้าไม้ ลิงแสมถอนทำลายกล้าไม้ วัชพืชขึ้นปกคลุมอย่างรวดเร็ว และสภาพดินเป็นดินกรด (acid sulphate soil) อันเนื่องมาจาก pyrite ที่มีอยู่ในดินป่าชายเลนเป็นปริมาณมาก ซึ่งเมื่อได้รับความร้อนสูงจะมีสภาพเป็นกรดจัดและเป็นอันตรายต่อกล้าที่ปลูก การปลูกในพื้นที่ลักษณะเช่นนี้จึงควรดำเนินการเตรียมพื้นที่ไว้ล่วงหน้าแล้วนำกล้าไม้ที่เพาะอายุประมาณ 3 – 6 เดือน ไปปลูก ทั้งนี้เมื่อต้นกล้ามีลำต้นแข็งแรง การกัดกินและถอนทำลายอันเกิดจากปูแสมและลิงจะลดน้อยลง ในพื้นที่ที่มีปูแสมมาก ไม่ควรแผ้วถางพื้นที่แล้วปลูกทันที จะปลูกแสมขาดแคลนอาหารกัดกินกล้าโกงกางแทน การใช้ถุงพลาสติกพันฝักโกงกางในพื้นที่มีปูแสมมากอาจได้ผลบ้างในบางพื้นที่มีปูแสมขนาดเล็กและปริมาณน้อย แต่วิธีการนี้ไม่สามารถป้องกันอย่างได้ผลในพื้นที่ที่ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ควรปลูกในช่วงฤดูฝนหรือในช่วงที่มีน้ำทะเลท่วมถึงในเวลากลางวัน เพราะดินเลนจะมีความชุมชื้นอยู่ตลอดเวลามีผลให้ความเป็นกรดของดินลดลง

•  พื้นที่ที่มีมูลดินอันเกิดจากแม่หอบ (mud lobster's mounds area) เป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่อยู่ใกล้ที่ดอนตามชายฝั่งทะเลอันดามัน โดยปกติจะมีพันธุ์ไม้ขึ้นผสมอยู่หลายชนิด บางชนิดเป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นได้ดีในป่าบก เช่น ไม้พลอง (Memecylon myrciniodes) มะม่วงหิมพานต์ (Anacardlium occidentale) เป็นต้น ดินบริเวณที่มีมูลดินเมื่อถึงฤดูแล้งจะเป็นกรดจัด โดยมีค่า pH ประมาณ 2-3 ในฤดูแล้งมีปูแสมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีวัชพืชหลายชนิดขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไป การปลูกป่าในบริเวณนี้ควรมีการดำเนินการเตรียมพื้นที่ล่วงหน้า 6 เดือนถึง 1 ปี และนำกล้าไม้ชนิดที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่มาปลูกตามระดับพื้นที่ต่างๆ เช่น โกงกางใบเล็ก ปลูกที่ซึ่งอยู่ระหว่าง มูลดิน ไม้ถั่วขาว พังกาหัวสุม หรือตะบูน ปลูกบนที่ลาดของมูลดินแม่หอบ

•  พื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองแร่ (Abandoned tin mining area ) จังหวัดที่เคยมีการทำเหมืองแร่ดีบุกในป่าชายเลนมากได้แก่ จังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต การทำเหมืองแร่นอกจากทำให้ระดับพื้นที่ที่น้ำทะเลเคยท่วมถึงเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ยังทำให้ดินมีธาตุอาหารต่ำ ทำให้พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่เดิมหลายชนิด เช่น โกงกาง พังกาหัวสุม ไม่สามารถขึ้นได้ดีในพื้นที่ลักษณะเช่นนี้ จึงควรปรับระดับให้พื้นที่ราบเรียบสม่ำเสมอและมีน้ำทะเลท่วมถึงเช่นเดียวกับพื้นที่บริเวณข้างเคียง ประมาณ 2-3 ปี จะมีไม้ลำแพนและแสมขาวแพร่พันธุ์เข้ามาตามธรรมชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสภาพพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะปลูกเสริไม้เบิกนำดังกล่าวลงในพื้นที่ได้ การปลูกเสริมจะช่วยในการเร่งพัฒนาพื้นที่ให้เป็นป่าที่สมบูรณ์รวดเร็วยิ่งขึ้น การปลูกไม้ชนิดอื่น เช่น โกงกาง พังกาหัวสุม ในระยะแรกซึ่งดินเลนยังไม่พัฒนาดีพอนี้จะทำให้การเจริญเติบโตช้า เนื่องจากขาดธาตุอาหาร พบว่าในท้องที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ไม้โกงกางใบใหญ่และพังกาหัวสุม อายุ 8 ปี สูงเฉลี่ย 2.2 เมตร ส่วนในพื้นที่ที่ดินเลนสมบูรณ์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช จะมีความสูงเฉลี่ย 10.20 เมตร

•  พื้นที่ที่ผ่านการทำนากุ้ง (Abandoned shrimp farm area) ในพื้นที่ที่ผ่านการทำนากุ้งแบบดั้งเดิมเมื่อปล่อยทิ้งร้างจะทำให้อุณหภูมิของดินสูงขึ้น ปริมาณน้ำในดินลดลง และปริมาณธาตุอาหารต่ำอุณหภูมิของดินนากุ้งจะสูงกว่าป่าชายเลนปกติ 3.0 10.5 0 c ปริมาณน้ำในดิน 77.4 – 83.3 % ปริมาณอินทรีย์ วัตถุลดลง 3.5 – 11.8 % แต่อย่างไรก็ตามในพื้นที่นากุ้งร้างแบบดั้งเดิมหน้าดินส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพเดิม และดินยังคงมีธาตุอาหารเพียงพอที่จะใช้ในการเจริญเติบโตของพืช จึงสามารถปลูกไม้โกงกางใบเล็ก ถั่วขาว โปรงแดง ลงไปได้โดปลูกในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีน้ำทะเลท่วมถึงในเวลากลางวัน ซึ่งในพื้นที่ ป่าชายเลนบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์

************************************************************************