
ภารกิจสำรวจน่านน้ำอ่าวไทยฟากตะวันออก เพื่อทำสัมมะโนประชากรชาว “โลมา” สู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
ถึงตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาจะระบุเวลาเป็นช่วงบ่ายแล้ว แต่หลังฟ้าหมาดฝนแบบนี้ แสงแดดก็แทบไม่ลอดออกมาให้เห็นเลย ยิ่งเมื่อประเมินจากมวลเมฆฉ่ำน้ำลอยเลียดจนแทบจะติดปลายยอดคลื่นที่ม้วนตัวสูงขึ้นด้วยแล้ว ดูเหมือนตอนนี้ อะไรก็ไม่น่าไว้ใจทั้งนั้น
แต่ไม่ว่าสภาพอากาศจะแปรปรวนอย่างไร คนกลุ่มหนึ่งก็ยังคงเดินมุ่งหน้าต่อไปตามแนวชายหาด
“อยู่ข้างหน้านี่เองครับ” ใครบางคนชี้ไปยังปลายหาดที่เกือบจะติดกับโขดหินแล้ว
ตรงนั้น เป็นบริเวณ “ที่ขึ้น” ของซากวาฬ ซึ่งพบแถบคลองมะนาว บ้านไม้รูด จ.ตราด เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
“เราทิ้งให้มันย่อยสลายไปตามธรรมชาติก่อนครับ แล้วค่อยมาเก็บกระดูกไปประกอบเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชาวบ้าน” หมอฟิวส์ - น.สพ.ภุมเมศ ชุ่มชาติ จากกลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก หรือ ศวทอ. อธิบายเหตุผลว่า ทำไมซากวาฬตั้งแต่หลายเดือนก่อนจึงยังอยู่ที่เดิม
เขาเป็นหนึ่งในสมาชิก ทีมสำรวจและศึกษาสัตว์ทะเลหายากทางอ่าวไทยฝั่งตะวันออก อันประกอบด้วย สัตวแพทย์ และนักวิชาการ โดยมีภารกิจดำเนินการสำรวจประชากรสัตว์ทะเลหายาก กินพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
โครงกระดูกทรงสามเหลี่ยมดูแปลกตาถูกคลื่นซัดใส่เป็นระลอก นี่คือส่วนกระโหลกของวาฬตัวนั้น มันหันหน้าเข้าหาฝั่ง และทอดตัวลงไปในทะเล
หมอฟิวส์เล่าว่า โดยปกติ วิธีจัดการซากวาฬที่ทำกันก็คือการปล่อยให้ซากจมลงสู่ก้นทะเล เพื่อปล่อยให้ย่อยสลายไปตามกระบวนการธรรมชาติ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน แล้วจึงนำโครงกระดูกขึ้นมาทำการศึกษา
สำหรับประเทศไทยจะนิยมใช้วิธีฝังกลบมากกว่าซึ่งเป็นความเชื่อ และธรรมเนียมปฏิบัติของชาวบ้าน ซึ่งถือว่า “วาฬเป็นสัตว์ใหญ่ที่ควรให้ความเคารพ” แต่ไม่ใช่กับวันนั้น..
วันที่ซากวาฬตัวนี้ถูกนำขึ้นฝั่ง มีมรสุมเข้าพอดี การทำงานของพวกเขากับกลุ่มอนุรักษ์ที่นี่จึงทุลักทุเลพอสมควร เพราะหาดอยู่หลังแนวป่า ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ฝังกลบจากถนนเข้ามาได้
ทีมงานจึงต้องปล่อยซากทิ้งไว้ให้สลายไปตามธรรมชาติ และหมั่นมาดูความคืบหน้าแทน และทุกครั้งที่เขากับทีมนักวิจัยของศูนย์ฯ อีก 2 คนลงพื้นที่บริเวณนี้ ก็จะแวะมาตรวจสอบความคืบหน้าของซากตรงหน้าหาดนี้เสมอ
“คลื่นทะเลยิ่งกว่าวันนี้อีกนะ” ใครบางคนเปรียบเทียบ
นอกจากเป็นภาพจำลองความปั่นป่วนของคลื่นลมในวันนั้น มันยังหมายถึงความเป็นไปได้กับสภาพอากาศที่ทีมสำรวจต้องเจอในทะเลวันพรุ่งนี้ สำหรับติดตามเฝ้าดูพฤติกรรมของญาติใกล้ชิดสนิทกับวาฬที่สุดในท้องเลอย่าง “โลมา”
“เอ้า! ซ้อมเมาเรือกันหรือยัง” หลายคนยิ้มเจื่อนเมื่อมองเห็นคลื่นในทะเลตรงหน้าเต็มตาอีกครั้ง
เจ้าถิ่นแห่ง “อ่าวตราด”
หากกางแผนที่ประเทศไทยออกดู ทะเลบริเวณปลายแหลมฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ ขึ้นมาถึง อ.เกาะช้าง จ.ตราด กินพื้นที่ประมาณ 800 ตร.กม. ที่นี่ถูกเรียกว่า “อ่าวตราด”
ชื่อเสียงของอ่าวตราดไม่ได้เป็นที่รู้จักกันในหมู่นักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เวิ้งอ่าวชายแดนไทย-กัมพูชาแห่งนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย
สำหรับ ชาวประมงบ้านไม้รูดอย่าง วิจิตร ชำนาญช่าง ที่หากินกับทะเลมากว่า 20 ปี ท้องเลบางนี้เป็นเหมือนหม้อข้าวใบใหญ่ที่เลี้ยงดูผู้คนไม่น้อยกว่า 4,000 ครัวเรือน จาก 160 หมู่บ้าน
“กุ้ง หอย ปู ปลา มีหมดน่ะ เพราะว่าทะเลแถวนี้มันสมบูรณ์ไง”
สิ่งที่วิจิตรพูดดูจะไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย เพราะประมงถือเป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจที่สำคัญอีกตัวของจังหวัด ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานประมงจังหวัดตราดระบุไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดตราดปี 2558 - 2561 ถึงเม็ดเงินที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางทะเลต่างๆ นั้นมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว
นอกจากปลาจะเยอะแล้ว “โลมา” ก็ “ชุก” เหมือนกัน
“เจอบ่อย ชาวประมงที่นี่เขาเห็นกันประจำ มันจำเสียงเรือได้นะ” วิจิตรเล่าถึงเพื่อนเรือประมงลำหนึ่งที่ทำอวนกุ้ง เขามักโยนปลาให้อยู่เป็นประจำ เป็นค่าแรงที่โลมาจะมาช่วยไล่สัตว์น้ำให้เข้ามาในอวนดักที่วางอยู่
กฤตภาส ศรีแสงขจร รองนายก อบต.ไม้รูด ประธานเครือข่ายช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก จ.ตราด อธิบายถึงโลมาที่พบในแถบทะเลบริเวณนี้นั้น ‘อิรวดี’ มากที่สุด รองลงมาเป็น‘โลมาหลังโหนก’ และ ‘หัวบาตรหลังเรียบ’
“พอมีการเก็บรวบรวมข้อมูลก็มีการพบพฤติกรรมของโลมาในพื้นที่ แล้วก็พบว่า ซากโลมาที่เสียชีวิตที่มีการผ่าชันสูตรก็พบลูกอยู่ในท้อง อาหารก็มีความสัมพันธ์กับสัตว์น้ำที่อยู่บริเวณนี้ หรืออย่างในช่วงมรสุมชาวประมงก็จะพบโลมาอยู่เป็นประจำ ก็ทำให้พอสรุปได้ว่า โลมาก็อาศัยหากินประจำถิ่นอยู่ในพื้นที่”
คำบอกเล่าของรองนายกอบต.ไม้รูด สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์สัตว์ทะเลหายากแถบอ่าวไทยฟากตะวันออกซึ่งกินพื้นที่ของชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด จาก ศวทอ. ซึ่งระบุชัดเจนว่า บริเวณ จ.ตราดเป็นถิ่นอาศัยของโลมาไม่ต่ำกว่า 260 ตัว ทั้งโลมาปากขวด โลมาหัวบาตรหลังเรียบ โลมาหลังโหนก และโลมาอิรวดี
ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โลมาอ่าวตราด มีจำนวนมากกว่าโลมาในท้องน้ำอ่าวไทยบริเวณอื่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะแต่ละวัน โลมาต้องกินปลาราว 4-9 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว มันจึงถือเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ไปโดยปริยาย
“ปกติโลมามักจะอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ เพราะฉะนั้นการหากินก็จะมีลักษณะเป็นฝูง ดังนั้นก็จะต้องเลือกพื้นที่ที่มีแหล่งอาหารที่ชุกชุม และพื้นที่อ่าวตราดตั้งแต่แหลมสอบ ไปจนถึงหาดเล็กติดกับกัมพูชาก็เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างมาก ทำให้เหมาะกับการเป็นแหล่งอาศัยของโลมา ซึ่งเราก็พบกับโลมาหลายๆ ชนิดที่นี่”
“เสี่ยงภัย” ในความสมบูรณ์
วันนี้ สังคมไทยรู้จัก “โลมา” มากกว่า “ปลา” ที่อยู่ในแบบเรียนสมัยก่อนแล้ว
โลมาถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ออกลูกเป็นตัว และมีหัวใจ 4 ห้องเช่นเดียวกับมนุษย์ จัดอยู่ในกลุ่มวาฬและโลมา (Cetacea) มีอยู่ถึง 80 สายพันธุ์ทั่วโลก มีทั้งโลมานํ้าจืด และโลมานํ้าเค็ม
ความเป็นสัตว์ฉลาดมีนิสัยร่าเริง และขี้เล่น ส่วนหนึ่งมาจากวิวัฒนาการของสมองที่นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีอัตราขนาดสมองต่อขนาดร่างกายเป็นรองเพียงแค่มนุษย์เท่านั้น
แต่ความฉลาดเหล่านั้น กลับไม่ได้ช่วยให้พวกมันรอดพ้นจาก “ความเสี่ยง” ในเวิ้งอ่าวอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้เท่าที่ควรจะเป็น..
กฤตภาส ในฐานะประธานเครือข่ายช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก จ.ตราด คลี่ตัวเลขรายงานการเสียชีวิตของโลมาที่พวกเขาพบในอ่าวตราดระหว่างปี 2555 - 2557 มีไม่ต่ำกว่า 50 ตัว ถึงจะเป็นยอดรวมย้อนหลัง 3 ปี แต่เมื่อเทียบเคียงรายงานสถานภาพของสัตว์ทะเลหายากบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ปี 2559 โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ที่พบสัตว์ “เกยตื้น” (เสียชีวิต) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายฝั่งอ่าวไทยตะวันออกราว 670 ตัวตลอดระยะ 10 ปีที่ผ่านมา โลมาจำนวนนี้ถือว่ามีนัยยะสำคัญอย่างมาก เพราะตั้งแต่ที่มีการบันทึกมา ซากโลมากว่าร้อยละ 98 ไม่สามารถระบุสาเหตุการตายที่ชัดเจนได้เลย
ขณะที่สัตว์ชนิดอื่นอย่าง เต่าทะเล ร้อยละ 53 มีสาเหตุการเกยตื้นจากการติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ เช่น อวนจมปู ลอบหมึก เศษอวน กลืนเบ็ดตกปลา และกินขยะ เป็นต้น
เรือประมงกว่า 3,200 ลำที่กระจายกันหากินอยู่ทั่วน่านน้ำแถบนี้ ได้กลายเป็นข้อสันนิษฐานถึง “ความเสี่ยง” ทั้ง “ไม่ตั้งใจ” และ “เจตนา”
ถ้าถามชาวประมงอย่างวิจิตร เขายอมรับว่า บ่อยครั้งที่โลมาว่ายเข้ามาในรัศมีของใบพัด หรือแม้กระทั่งลอดข่ายเอ็นเข้ามาติดกับจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่คาดไม่ถึง
“เขาไม่กลัวคนไง” มันจึงเป็นความคุ้นชินที่สุดวิสัย
เรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญสัตว์ทะเลหายากอย่างหมอฟิวส์คิดว่า มันเป็นโศกนาฏกรรมจากความอุดมสมบูรณ์ เพราะพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาหารสมบูรณ์สำหรับสัตว์ทะเล พื้นที่เหล่านั้นก็ถูกหมายตาจากการประมงของมนุษย์เหมือนกัน ความต้องการที่ทับซ้อนกันอยู่ในห่วงโซ่อาหารจึงกลายเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีทางเลี่ยง
“พื้นที่ที่วาฬหรือโลมา หรือสัตว์ทะเลหายากชนิดอื่นๆ ที่จะเข้าไปอยู่ก็จะต้องมีแหล่งอาหารสำหรับเขาเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ พอแหล่งอาหารเยอะ มนุษย์ก็จะเห็นว่า ปลาเยอะเหมือนกัน สองฝ่ายก็เป็นตลาดเดียวกัน ก็อาจทำให้เกิดการตายโดยไม่ตั้งใจได้ หรือมันอาจจะกินขยะ หรือการติดเชื้อก็เป็นไปได้ทั้งนั้น”
ถึงเครื่องมือประมงจะเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับแรกๆ ในวงรอบหากินของสัตว์กลุ่มนี้ แต่สำหรับคนเป็นหมออย่างเขาก็ยังไม่อยากให้ตัดสินโดยความความรู้สึก หรือความน่าจะเป็นเป็นที่ตั้ง เพราะต้องยอมรับว่า ในบรรดาภาพรวมของสัตว์ที่เสียชีวิตแบบผิดธรรมชาติมีมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ เพราะสภาพของซาก “เละ” มากแล้ว ซากสมบูรณ์จึงถือเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาข้อนี้ เพื่อนำไปสู่แนวทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพที่สุด
“รักษ์” เพื่อ “เรา”
“ที่ชุมชมเก็บรวบรวมข้อมูลเอง บางปีก็เจอโลมาเสียชีวิตถึง 60 ตัว หรือปกติก็ 30 ตัวเป็นอย่างน้อย” รองนายกอบต.ไม้รูด แจกแจงรายละเอียดความน่าเป็นห่วงของโลมาในอ่าวตราดที่ชุมชนเครือข่ายพบตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับอัตราการเกิดของโลมาปีละ 10 กว่าตัว เขากังวลว่า หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป โลมาก็จะเหลือแค่ “เคยมี” ที่นี่เท่านั้น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม...
ที่มา เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ