DMCR NEWS

ThaiToxicMarineLife
สัตว์ทะเลมีพิษ
ชื่อสัตว์ทะเล การสังเกต
ลักษณะทั่วไป
ช่องทางพิษ
เข้าสู่ร่างกาย
อาการเมื่อ
ได้รับพิษ
วิธีปฐมพยาบาล การป้องกัน

แมงกะพรุนกล่อง
(Box Jellyfish)


รูป : อ.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง


รูป: ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน


รูป : ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก

 

ลำตัวใส รูปร่างเป็นกล่องสี่เหลี่ยมมีหนวดยื่นจากแต่ละมุมของร่มหนวดอาจะมีการแตกแขนงพบได้ทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทย พบเพิ่มขึ้นทางฝั่งทะเลอันดามันช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมและพบเพิ่มขึ้นทางฝั่งอ่าวไทยช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ทางการสัมผัส
ผ่านผิวหนัง

ความรุนแรงขึ้นอยู่กับชนิดของแมงกะพรุนกล่องและปริมาณพิษที่ได้รับอาการเมื่อได้รับพิษ มีดังนี้
 - รอยแผลเป็นเส้นๆ ไขว้กันไปมาเป็นรอยไหม้อาจมีรอยนูนขีดขวาง มักปวดมากบริเวณที่สัมผัสอาจหมดสติ ตัวเขียว และหัวใจหยุดเต้น
...หรือ...
 - รอยแผลเป็นเส้น นูนแดง หรืออาจมีอาการต่อไปนี้ ภายใน 5
40 นาที ได้แก่ ปวดบริเวณแผล เจ็บหน้าอกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก เหงื่อแตก

1. ผู้ช่วยเหลือต้องแน่ใจว่าตัวเองปลอดภัยจากแมงกะพรุน
2. นำผู้บาดเจ็บขึ้นจากน้ำหรือไปยังบริเวณที่ปลอดภัย
3. เรียกให้คนช่วยหรือเรียกรถพยาบาลและควรอยู่กับผู้บาดเจ็บเพราะอาจหมดสติได้ในไม่กี่นาที
4.ให้ผู้บาดเจ็บอยู่นิ่งๆเพื่อลดการยิงพิษจากแมงกะพรุน
5.ห้ามขัดถูบรเิวณที่ถูกแมงกะพรุน
6.1 ถ้าผู้บาดเจ็บหมดสติ ไม่หายใจ หรือไม่มีชีพจร
 6.1.1 ช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้นดังนี้
  6.1.1.1 ถ้าไม่มีชีพจรทำการปั๊มหัวใจโดยกดหน้าอกบริเวณเหนือลิ้นปี่เล็กน้อย
  6.1.1.2 เปิดทางเดินหายใจโดยการเชยคางขึ้น
 6.1.2 ราดบริเวณที่ถูแมงกะพรุนด้วยน้ำส้มสายชูทันที
ให้ทั่วถึงอย่างต่อเนื่อง นานอย่างน้อย 30 วินาที (ห้ามราดด้วยน้ำจืด)
 6.1.3 ช่วยฟื้นคืนชีพต่อ จนกว่ารถพยาบาลจะมาถึงหรืออาการดีขึ้น
 6.1.4 รีบนำส่งโรงพยาบาล
6.2. ถ้าผู้บาดเจ็บรู้สึกตัวดี
 6.2.1 ราดบริเวณที่ถูแมงกะพรุนด้วยน้ำส้มสายชูทันทีให้ทั่วถึงอย่างต่อเนื่อง นานอย่างน้อย 30 วินาที
(ห้ามราดด้วยน้ำจืด)
 6.2.2 สังเกตอาการอย่างน้อย 45 นาที ว่ามีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 1 ข้อหรือไม่
 * ปวดมากบริเวณบาดแผลหลังลำตัวหรือศีรษะ
 * กระสับกระส่ายหรือสับสน
 * เหงื่อออกมากขนลุกคลื่นไส้หรืออำเจียน
 * ใจสั่นเจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก
 * หายใจลำบากหายใจเร็วหรือหอบเหนื่อย
 * หน้าซีดหรือปลายมือปลายเท้าเขียว

  6.2.3.1ถ้ามีรีบนำส่งโรงพยาบาล
  6.2.3.2 ถ้าไม่มีกลับบ้านได้

1. ใช้ตาข่ายกั้นแมงกะพรุนพิษ
2. สวมเสื้อผ้าชนิดที่สามารถป้องกันเข็มพิษจากแมงกะพรุนพิษ(เนื้อผ้าไลก้า ได้แก่ ชุดดำน้ำ เป็นต้น)
3. ติดตั้งป้ายเตือนแมงกะพรุน
4. ติดตั้งป้ายการพยาบาลเบื้องต้นและเสาน้ำส้มสายชู
5. จัดอบรมให้ความรู้ ฝึกทักษะการปฐมพยาบาลและการกู้ชีพแก่อาสาสมัคร และเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชน

แมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส หรือ แมงกะพรุนไฟเรือรบโปรตุเกส หรือแมงกะพรุนหัวขวด
(Portuguese man-of-war, Portuguese Man o' War, Bluebottle)


รูป : ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน

มีรูปร่างสีฟ้าหรือสีม่วงมีหนวดยาว ส่วนบนที่อยู่เหนือน้ำจะโป่รงพองคล้ายหมวกของทหารเรือชาวโปรตุเกสในยุคศตวรรษที่ 18หรือเรือรบของโปรตุเกสในยุคล่าอาณานิคมถูกกระแสน้ำพัดมาเกยตื้นทางฝั่งทะเลอันดามันช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และฝั่งทะเลอ่าวไทยช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ทางการสัมผัสผ่านผิวหนัง

 - อาจพบแผลเป็นรอยนูนแดงลักษณะที่เด่นถ้าพบคือแผลจะเรียงตัวเหมือนเมล็ดถั่วเป็นรอยนูนรูปไข่แยกเรียงกันและมีรอยแดงล้อมรอบ ในรายที่รุนแรงพบเกิดตุ่มนูนแดงขึ้นได้แต่โดยทั่วไปจะค่อยๆบรรเทาลงภายใน 24 ชั่วโมง
 - มีอาการเจ็บปวดอย่างทันทีพร้อมกับการเกิดรอยแดงจากนั้นไม่นานจะเกิดตุ่มนูนแดงกระจัดกระจายความเจ็บปวดจะทวีความรุนแรงขึ้นมาก ซึ่งจะดูอาการมากกว่ารอยแผลที่ปรากฏอาการปวดบริเวณที่โดนจะลดลงภายใน 2 ชั่วโมงอาจพบว่ามีอาการปวดลามไปยังแขนขำหรือลำตัวที่โดนพิษการขยับแขนขำหรือลำตัวที่โดนพิษอาจเพิ่มความเจ็บปวดได้ในรายที่รุนแรงอาจพบมีปวดหัวคลื่นไส้อำเจียนปวดท้องใจเต้นผิดปกติหรือหมดสติในรายที่ตายพบมีหายใจลำบากและหัวใจล้มเหลว

ใช้น้ำส้มสายชู ราดลงไปบนบริเวณที่สัมผัสต่อเนื่องอย่างน้อย 30 วินาที (ห้ามราดด้วยน้ำจืด) ล้างเมือกด้วยน้ำทะเล (หลีกเลี่ยงการขัดถูหรือขยี้หนวด)หากมีอาการปวดหัวคลื่นไส้อำเจียนปวดท้อง ใจเต้นผิดปกติหายใจลำบากหรือหมดสติควรรีบส่งโรงพยาบาล

1. หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำในบริเวณและช่วงเวลาที่พบการเกยตื้นของสัตว์เหล่านี้
2. ติดตั้งป้ายเตือนแมงกะพรุน
3. ติดตั้งป้ายการพยาบาลเบื้องต้นและเสาน้ำส้มสายชู
4. จัดอบรมให้ความรู้ ฝึกทักษะการปฐมพยาบาลและการกู้ชีพแก่อาสาสมัคร และเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชน

แมงกะพรุนไฟ
หรือตำแยทะเล
(Sea nettles)




รูป :
ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน

รูปร่างคล้ายร่ม ลำตัวประกอบด้วยวุ้นเป็นส่วนใหญ่ ล่องลอยไปตามกระแสน้ำและแรงคลื่นลม หนวดบริเวณขอบร่มมีเข็มพิษ ทางการสัมผัสผ่านผิวหนัง บริเวณที่สัมผัสเป็นผื่นหรือปื้นแดง ปวดแสบปวดร้อน ใช้น้ำส้มสายชู ราดลงไปบนบริเวณที่สัมผัสต่อเนื่องอย่างน้อย 30 วินาที (ห้ามราดด้วยน้ำจืด) ล้างเมือกด้วยน้ำทะเล (หลีกเลี่ยงการขัดถูหรือขยี้หนวด) แล้วใช้ใบผักบุ้งทะเลบดปิดบริเวณสัมผัส เพื่อบรรเทาอาการแสบร้อน หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบส่งโรงพยาบาล

1. หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำในบริเวณและช่วงเวลาที่พบสัตว์เหล่านี้
2. สวมเสื้อผ้าให้มิดชิดเมื่อลงเล่นน้ำในบริเวณและช่วงเวลาที่มีรายงานการพบสัตว์เหล่านี้
3. ติดตั้งป้ายเตือนแมงกะพรุน
4. ติดตั้งป้ายการพยาบาลเบื้องต้นและเสาน้ำส้มสายชู
5. จัดอบรมให้ความรู้ ฝึกทักษะการปฐมพยาบาลและการกู้ชีพแก่อาสาสมัคร และเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชน

หมึกสายวงฟ้า
(Blue-ringed octopus)


https://toeyty30250.wordpress.com/octopus/
หมึกสายวงน้ำเงิน/

เป็นหมึกขนาดเล็ก มีจุดเด่น คือสีสันตามลำตัวที่เป็นจุดวงกลมคล้ายแหวนสีน้ำเงินหรือสีม่วงซึ่งสามารถเรืองแสงได้เมื่อถูกคุกคาม ทางการสัมผัสผ่านผิวหนังโดยการถูกกัด

 - ชารอบปากและปลายมือปลายเท้า ตาพร่า กลืนลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนสามารถทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้
 - อาการอ่อนแรงมักจะคงอยู่ประมาณ 412 ชั่วโมง
(ลักษณะอาการเมื่อได้รับพิษ maculotoxin คล้ายกับ tetrodotoxin)

 - เปิดทางเดินหายใจ ช่วยหายใจและรีบนำส่งแพทย์โดยด่วน
 - พยายามไม่เคลื่อนไหวบริเวณที่ถูกกัด หรือพันด้วยผ้ายืดด้วยวิธี pressure immobilization

หากพบเห็น
หลีกเลี่ยงการสัมผัส

หอยเต้าปูน
(Cone shell)


รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ

เป็นหอยฝาเดียว รูปร่างคล้ายรูปกรวย ปลายวน คล้ายเจดีย์ค่อนข้างแหลม ลวดลายบนเปลือกแตกต่างกันไปตามชนิดหอย อาศัยอยู่ตามซอกโพรงหินในแนวปะการังหรือขุดรูอยู่ตามชายฝั่งทะเลหรือตามพื้นทะเลใกล้แนวปะการัง ทางการสัมผัสผ่านผิวหนังโดยถูกเข็มพิษทิ่ม

 - ปวดบริเวณที่สัมผัส ผิวหนังที่โดนพิษมักซีด บวม หรือเขียวช้ำจากการขาดเลือด ชาบริเวณที่ถูกทิ่มจากนั้นกระจายทั่วร่างกาย ตาพร่า กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนสามารถทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้
 - อาการมักจะอยู่นาน 23 ชม.(พิษ conotoxin)

 - เปิดทางเดินหายใจ ช่วยหายใจและรีบนำส่งแพทย์โดยด่วน
 - พยายามไม่เคลื่อนไหวบริเวณที่ถูกกัด หรือพันด้วยผ้ายืดด้วยวิธี pressure immobilization
 - การแช่น้ำอุ่นสามารถลดอาการปวดได้ (อุณหภูมิน้ำ 45-50 องศาเซลเซียส แช่นาน 20 นาที)
 
- พิจารณานำเข็มพิษออกในโรงพยาบาล

หากต้องการจับหอยเต้าปูนที่มีชีวิต ควรจับบริเวณด้านบนหรือด้านหลัง

ปะการังไฟ
(Fire Coral)


https://bestbobbob.wordpress.com/
ประเภทดอกไม้/ปะการังไฟ-fire-coral/

มีลักษณะคล้ายปะการังแข็งทั่วไป มีโครงสร้างหินปูนแต่ไม่แข็งเหมือนปะการัง ส่วนมากกิ่งก้านมีสีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อน ส่วนปลายมีสีขาวครีม  ทางการสัมผัสผ่านผิวหนัง

 - มักทำให้เกิดอาการเฉาพะที่ ได้แก่ ผื่นแดง ปวดแสบปวดร้อน คัน
 - อาการระบบอื่นพบน้อยมาก

 - ล้างแผลด้วยน้ำส้มสายชู
 - หากอาการปวดไม่ดีขึ้น พิจารณาส่งโรงพยาบาลเพื่อนำ spicule ออก

 - หากพบเห็น
หลีกเลี่ยงการสัมผัส

ดอกไม้ทะเล
(Anemones)




รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ

ดอกไม้ทะเลเป็นสัตว์ที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม มีหนวดเรียงรายอยู่รอบปาก ด้านล่างเป็นฐานยึดเกาะอยู่กับก้อนหิน ก้อนปะการัง หรือฝังตัวลงในพื้นทะเลบริเวณดินเลนหรือดินทราย ทางการสัมผัสผ่านผิวหนัง

 - มักทำให้เกิดอาการเฉาพะที่ ได้แก่ ผื่นแดง ปวดแสบปวดร้อน คัน
 - อาการระบบอื่นพบน้อยมาก

 - ล้างแผลด้วยน้ำส้มสายชู
 - หากอาการปวดไม่ดีขึ้น พิจารณาส่งโรงพยาบาลเพื่อนำ spicule ออก

 - หากพบเห็น
หลีกเลี่ยงการสัมผัส

ฟองน้ำไฟ
(Sponge)


รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ

ฟองน้ำเป็นสัตว์เกาะนิ่งอยู่กับที่ อาศัยอยู่ตามแนวปะการัง มีลำตัวเป็นรูพรุน ดำรงชีวิตได้โดยอาศัยระบบท่อให้น้ำไหลผ่านลำตัว มีโครงค้ำจุนร่างกายเป็นหนาม เรียกว่า
ขวากหรือสปิคุล (Spicule) 
ทางการสัมผัสผ่านผิวหนัง สร้างความระคายเคืองกับผิวหนังเมื่อสัมผัส อาจมีอาการปวดแสบปวดร้อนและคัน

 - ล้างแผลด้วยน้ำส้มสายชู
 - หากอาการปวดไม่ดีขึ้น พิจารณาส่งโรงพยาบาลเพื่อนำ spicule ออก

 - ห้ามสัมผัสตัวฟองน้ำ

ขนนกทะเล
(Sea feather, Hydroid)


รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ

 

เป็นสัตว์คล้ายพืชหรือขนนก ยึดติดกับบางสิ่ง มักพบตามแนวปะการัง เกาะกับหลักที่ปักริมชายฝั่ง เสาสะพานท่าเรือ ตลอดจนเศษวัสดุที่ลอย ทางการสัมผัสผ่านผิวหนัง สร้างความระคายเคืองกับผิวหนังเมื่อสัมผัส อาจมีอาการปวดแสบปวดร้อนและคัน

 - ล้างแผลด้วยน้ำส้มสายชู
 - หากอาการปวดไม่ดีขึ้น พิจารณาส่งโรงพยาบาลเพื่อนำ spicule ออก

 - หากพบเห็น
หลีกเลี่ยงการสัมผัส

เม่นทะเล
(Sea urchin)


รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ

รูปร่างกลมมนหรือค่อนข้างแบน รอบ ๆ ตัวจะหนามแหลมปกคลุมลำตัว หนามมีสองขนาด หนามใหญ่ใช้ในการผลักดันพื้นแข็งขุดคุ้ยสิ่งต่างๆหรือช่วยในการฝังตัว หนามเล็กใช้ยึดเกาะเวลาปีนป่าย อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆตามพื้นทราย ซอกหิน แนวหินประการัง และกองหินใต้น้ำ ทางการสัมผัสถูกหนามทิ่มเข้าผิวหนัง

 - หนามทำให้ปวด
บวมแดง

 - ในรายที่ได้รับพิษรุนแรงอาจมีความดันโลหิตต่ำ ชา กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนสามารถทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้

 - ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อนำหนามออกให้มากที่สุด
 
- เลี่ยงการทุบหนาม โดยเฉพาะบริเวณใกล้ข้อ เส้นเลือด หรือเส้นประสาท
 - การแช่น้ำอุ่นสามารถลดอาการปวดได้ (อุณหภูมิน้ำ 45–50
องศาเซลเซียส แช่นาน 20 นาที)

หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำในบริเวณที่มีสัตว์เหล่านี้อาศัยอยู่

ดาวมงกุฎหนาม
(Multi-rayed starfish)




รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ

ลักษณะคล้ายกับดาวทะเล แต่มีจำนวนแขนมากกว่า คือมีจำนวนระหว่าง 13–16 แฉก บริเวณแขนมีหนามแหลมยาว ค่อนข้างแข็ง เนื่องจากมีส่วนประกอบของหินปูน ซึ่งบริเวณผิวของหนามเหล่านี้มีสารพิษเคลือบอยู่ โดยทั่วไปมักพบดาวหนามบริเวณหาดหินและแนวปะการัง  ทางการสัมผัส ถูกหนามทิ่มเข้าผิวหนัง

 - หนามทำให้ปวด
บวมแดง
 
- ในรายที่ได้รับพิษรุนแรงอาจมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนสามารถทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้

 - ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อนำหนามออกให้มากที่สุด
 - เลี่ยงการทุบหนาม โดยเฉพาะบริเวณใกล้ข้อ เส้นเลือด หรือเส้นประสาท
 - การแช่น้ำอุ่นสามารถลดอาการปวดได้ (อุณหภูมิน้ำ 45-50 องศาเซลเซียส แช่นาน 20 นาที)

หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำในบริเวณที่มีสัตว์เหล่านี้อาศัยอยู่

บุ้งทะเล
(Fireworms)


รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ
 

เป็นหนอนปล้องจำพวกเดียวกับแม่เพรียงหรือไส้เดือนทะเล ตามลำตัวมีขนยาวมาก อาศัยอยู่ตามพื้นทะเลใต้ก้อนหินใต้ซอกปะการัง ตามลำคลองในเขตป่าชายเลน หรือตามพื้นทะเล ทางการสัมผัส ถูกขนทิ่มเข้าผิวหนัง คัน ปวดแสบปวดร้อน

 - ล้างแผลด้วยน้ำส้มสายชู
 - หากอาการปวดไม่ดีขึ้น พิจารณาส่งโรงพยาบาลเพื่อนำขนออก

 - หากพบเห็น
หลีกเลี่ยงการสัมผัส

ปลาสิงโต
(Lionfish)


รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ

 

หัวมีขนาดใหญ่ ลำตัวปกคลุมด้วยแผ่นกระดูก และมีหนามจำนวนมาก เกล็ดขนาดเล็ก ครีบหลัง และครีบอกขนาดใหญ่แผ่กว้าง โดยทั่วไปครีบอกมีความยาวถึงโคนหาง ก้านครีบแข็งของครีบหลัง และครีบอกมีขนาดใหญ่แหลมคม แต่ละชนิดมีก้านครีบแข็งจำนวนแตกต่างกัน หัวและลำตัวมีแถบลายสีน้ำตาลปนแดง มักว่ายช้า ๆ หรือลอยตัวนิ่ง ๆ ตามแนวปะการัง และบริเวณแนวหินในเขตน้ำตื้นชายฝั่งทั่วไป ทางการสัมผัสถูกเงี่ยงหรือก้านครีบทิ่มแทง

 - ปวดและชาบริเวณที่ถูกเงี่ยงตำ
 - ในรายที่ได้รับพิษรุนแรงอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจนสามารถทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้

 - ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด
 - การแช่น้ำอุ่นสามารถลดอาการปวดได้ (อุณหภูมิน้ำ 45-50 องศาเซลเซียส แช่นาน 20 นาที)
 - รีบนำส่งแพทย์โดยด่วน

 - ไม่ควรใช้มือพยายามจับตัวปลามีเงี่ยง ปลากลุ่มนี้แม้ว่าตายหลายชั่วโมงแล้ว แต่เงี่ยงยังคงมีพิษอยู่ ควรระมัดระวังในการปลดตัวมันจากเบ็ดหรืออวน
ปลาหิน
(Stonefish)


https://wonderful-th.blogspot.com/
2017/10/stone-fish.html
ลำตัวป้อมเกือบกลม หัวขนาดใหญ่ส่วนหัวมีหนามจำนวนมาก สีลำตัวคล้ำมีลายเลอะ ทำให้แลดูคล้ายก้อนหิน ลำตัวสากและมีหนามเล็ก ๆ หนังหนาและเป็นปุ่ม เกล็ดละเอียด บางชนิดไม่มีเกล็ด ครีบหลังยาว ครีบอกกว้าง มีก้านครีบแข็งขนาดใหญ่ที่ครีบหลัง ครีบอก และครีบท้อง ก้านครีบแข็งมีลักษณะเป็นหนาม ทางการสัมผัสถูกเงี่ยงหรือก้านครีบทิ่มแทง

 - เมื่อถูกตำหรือบาดจะปวดและบวมทันที ความเจ็บปวดอาจอยู่นานหลายชั่วโมงหรือหลายวัน
 - พิษทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เหงื่อแตก ปวดท้อง ซึม เพ้อ ไม่ได้สติ กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนสามารถทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้ บางรายมีความดันโลหิตต่ำ ภาวะหัวใจล้มเหลวได้

 - ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด
 - การแช่น้ำอุ่นสามารถลดอาการปวดได้ (อุณหภูมิน้ำ 45-50 องศาเซลเซียส แช่นาน 20 นาที)
 - รีบนำส่งแพทย์โดยด่วน

 - ไม่ควรใช้มือพยายามจับตัวปลามีเงี่ยง ปลากลุ่มนี้แม้ว่าตายหลายชั่วโมงแล้ว แต่เงี่ยงยังคงมีพิษอยู่ ควรระมัดระวังในการปลดตัวมันจากเบ็ดหรืออวน
ปลาดุกทะเล
(Sea catfish)


รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ
รูปร่างเรียวยาว ไม่มีเกล็ด มีหนวดสีคู่ บริเวณ รอบปากมีหนามพิษแหลมที่ก้านครีบ อันแรกของครีบอก และครีบหลัง มีพิษ ทางการสัมผัสถูกเงี่ยงหรือก้านครีบทิ่มแทง

 - ส่วนใหญ่มักมีอาการเฉพาะที่ โดยทำให้เกิดอาการปวด บวม เขียวช้ำ และมีอาจมีการติดเชื้อที่แผลได้ อาการปวดมัก จะอยู่หลายชั่วโมง ส่วนมากนานกว่า 24 ชั่วโมง
 - พิษในระบบอื่นพบได้น้อย

 - ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด
 - การแช่น้ำอุ่นสามารถลดอาการปวดได้ (อุณหภูมิน้ำ 45-50 องศาเซลเซียส แช่นาน 20 นาที)
 - รีบนำส่งแพทย์โดยด่วน

 - ไม่ควรใช้มือพยายามจับตัวปลามีเงี่ยง ปลากลุ่มนี้แม้ว่าตายหลายชั่วโมงแล้ว แต่เงี่ยงยังคงมีพิษอยู่ ควรระมัดระวังในการปลดตัวมันจากเบ็ดหรืออวน
ปลากระเบน
(Stingray)


รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ
ลำตัวแบน มีครีบอกขนาดใหญ่แผ่ออกข้างตัว ทำให้เห็นลำตัวเป็นแผ่น มีหางเรียวยาว มีหนามแหลมบริเวณโคนหาง ด้านบนลักษณะหนามเป็นแท่งแบนยาว ปลายแหลม ขอบหนาม มีรอยหยักเป็นฟันเลื่อย ทางการสัมผัสถูกเงี่ยงทิ่มแทง

 - เมื่อถูกตำหรือบาดจะปวดและบวมทันที ความเจ็บปวดอาจอยู่นานหลายชั่วโมงหรือหลายวัน
 - พิษทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เหงื่อแตก ปวดท้อง ซึม เพ้อ ไม่ได้สติ กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนสามารถทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้ บางรายมีความดันโลหิตต่ำ ภาวะหัวใจล้มเหลวได้

 - ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด
 - การแช่น้ำอุ่นสามารถลดอาการปวดได้ (อุณหภูมิน้ำ 45-50 องศาเซลเซียส แช่นาน 20 นาที)
 - รีบนำส่งแพทย์โดยด่วน

 - ไม่ควรใช้มือพยายามจับตัวปลามีเงี่ยง ปลากลุ่มนี้แม้ว่าตายหลายชั่วโมงแล้ว แต่เงี่ยงยังคงมีพิษอยู่ ควรระมัดระวังในการปลดตัวมันจากเบ็ดหรืออวน
งูทะเล
(Sea snake)


รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ
ลำตัวยาว ปกคลุมด้วยเกล็ดเหมือนงูบก มีหางแตกต่างจากงูบก เป็นแผ่นแบน ๆ ในแนวตั้งคล้ายใบพาย งูทะเลสามารถลอยตัวบนผิวน้ำได้เป็นเวลานานโดยไม่เคลื่อนไหว มีปอดเฉพาะข้างขวาใช้หายใจ งูทะเลมีขนาดเล็กกว่างูบก ขนาดยาวสุดประมาณ 3 เมตร เฉลี่ย 1-2 เมตร ไม่มีเสียงขู่   ทางการสัมผัสผ่านผิวหนังโดยการถูกกัด

ความรุนแรงขึ้นอยู่กับชนิดของงูและปริมาณพิษที่ได้รับอาการจะแสดงหลังจากการถูกกัด 30 นาที
 - ลิ้นแข็ง กลืนลำบาก ตาพร่า กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนสามารถทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้
 - ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
 - ปัสสาวะสีเข้ม

 - รีบนำส่งแพทย์โดยด่วน
 - พยายามไม่เคลื่อนไหวบริเวณที่ถูกกัด หรือพันด้วยผ้ายืดด้วยวิธี pressure immobilization

 - ระมัดระวังการเล่นน้ำทะเลบริเวณปากแม่น้ำ
 - ไม่ควรถูกต้องตัวและเหยียบบนตัวงูทั้งในทะเลและบนชายหาด

ปลาไหลมอร์เรย์

รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ
มีลำตัวยาว รูปร่างเหมือนงู ผิวหนังเรียบ หนา ลื่น ไม่มีเกล็ด มีสีเหลืองอมน้ำตาล แต้มด้วยจุดและลายสีน้ำตาลไหม้อยู่ทั่วไป เขี้ยวแหลมคม มักซ่อนตัวอยู่ตามซอกหิน หรือโพรงในแนวปะการัง  ทางการสัมผัสผ่านผิวหนังโดยการถูกกัด

ส่วนใหญ่ทำให้เกิดอาการเฉพาะที่ โดยทำให้เลือดไหลออกมากจนหมดสติได้พิษระบบอื่นพบได้น้อย

 - ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด
 - ห้ามเลือด
 - รีบนำส่งแพทย์โดยด่วน

ห้ามสัมผัส
หรือเข้าใกล้
ปลาปักเป้า
(Puffer fish)


รูป : ดร. สเมตต์ ปุจฉาการ

ลำตัวค่อนข้างกลม ปากเล็ก ว่ายน้ำช้า ป้องกันตัวโดยการพองออก บริเวณผิวหนังมีหนามแหลมคม บางชนิดเป็นปุ่มแข็งบริเวณที่พบ: บริเวณแนวปะการัง และท้องทะเลทั่วไป

บริโภค

ชารอบปากและปลายมือปลายเท้า ตาพร่า กลืนลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนสามารถทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้ (พิษ tetrodotoxin)

เปิดทางเดินหายใจ ช่วยหายใจและรีบนำส่งแพทย์โดยด่วน

หลีกเลี่ยงการกินสัตว์ที่มีพิษเหล่านี้
แมงดาทะเลหางกลมหรือแมงดาถ้วย
(แมงดาไฟ หรือเหรา)


https://phuketaquarium.org/horseshoe-crab/

http://www.thaihealth.or.th/Content/41546-สธ.เตือน%20กินไข่แมงดาหน้าร้อนระวังพิษ.html
แมงดาทะเลมีรูปร่างเหมือนชามกะละมังคว่ำ ทางด้านหัวโค้งกลม แมงดาทะเลมีเปลือกหนาแข็ง ห่อหุ้มอยู่ทั่วทั้งตัว มีหางกลม แข็งยาว ปลายแหลม ยื่นออกมาหาส่วนท้ายของลำตัว ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้มาก ไข่เป็นเม็ดกลมสีเหลืองขนาดเม็ดสาคู และมีจำนวนหลายร้อยฟอง บริโภค

ชารอบปากและปลายมือปลายเท้า ตาพร่า กลืนลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนสามารถทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้ (พิษ tetrodotoxin)

เปิดทางเดินหายใจ ช่วยหายใจและรีบนำส่งแพทย์โดยด่วน หลีกเลี่ยงการกินแมงดาถ้วย 

เอกสารอ้างอิง
          - กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. 2555. พิษและภัยจากสัตว์ทะเล. บริษัท พลอยมีเดีย จำกัด, กรุงเทพมหานคร. 76 หน้า.
          - ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. สัตว์ทะเลมีพิษกลุ่มที่มีกระดูกสันหลัง (Vertebrate).https://med.mahidol.ac.th/poisoncenter/th/pois-cov/vertebrate.
          - ลักขณา ไทยเครือ และ พจมาน ศิริอารยาภรณ์. 2561. การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากแมงกะพรุนพิษ: เฝ้าระวัง ป้องกัน รักษา. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เชียงใหม่. 260หน้า. ISBN 978–616–474–871–2.
          - อดิสรณ์ มนต์วิเศษ. สัตว์ทะเลที่มีพิษและเป็นอันตราย. สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล. มหาวิทยาลัยบูรพา.http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=83.
          - Marine trauma and envenomation. http://ergoldbook.blogspot.com/2012/09/marine-envenomation.html.

ข้อมูล : คณะทำงานด้านสัตว์มีพิษทางทะเล ภายใต้คณะอนุกรรมการด้านบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล

วันที่ : 3 เมษายน 2562