นโยบาย รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำและจัดการแก้ไขปัญหาชาวบ้านไม่มีที่ทำกิน ซึ่งจะทำให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ “ลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรและผู้ที่ยากจน โดยการจัดที่ดินให้แก่ผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน” กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าชายเลน จ.นครศรีธรรมราช ประกอบด้วย หนังสืออนุญาตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเลนปากน้ำ จำนวน 1,527-1-29 ไร่ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเลนปากพนังฝั่งตะวันตก จำนวน 583-3-40 ไร่ ป่าสงวนแห่งชาติปากพยา-ปากนคร จำนวน 1,853-0-0 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 3,964-0-69 ไร่
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรี ทส. ได้เดินทางไปมอบหนังสืออนุญาตดังกล่าวให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช มาแล้ว
“การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลเพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำและจัดการแก้ไขปัญหาที่ราษฎรผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกิน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายและข้อสั่งการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ โดยปัจจุบันได้มีพื้นที่ที่คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ซึ่งมี ทส.เป็นเจ้าภาพหลัก ได้ส่งมอบให้คณะอนุกรรมการจัดที่ดิน ซึ่งมีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลัก แล้วจำนวน 10 พื้นที่ ท้องที่ 6 จังหวัด ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื้อที่รวม 31,395 ไร่ โดยแยกเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 28,156 ไร่ และพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน 3,239 ไร่ สำหรับการมอบหนังสืออนุญาตให้กับ จ.นครศรีธรรมราช ถือเป็น
จังหวัดแรกของการจัดหาที่ดินป่าชายเลนที่เสื่อมสภาพ เพื่อนำไปจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ซึ่งมีเป้าหมายภาพรวมที่ได้รับการผ่อนผันยกเว้นมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งห้ามใช้ป่าชายเลนในการนำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชายเลน จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 27,000 ไร่ ไปจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน โดยแบ่งเป็นจัดสรรให้กับราษฎร
ผู้ยากไร้ จำนวน 11,000 ไร่ และกันพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อรักษาระบบนิเวศป่าชายเลนและชายฝั่งทะเล จำนวน 16,000 ไร่” พล.อ.สุรศักดิ์กล่าว
การมอบหนังสืออนุญาต 3 ป่า 3,964 ไร่ โดยที่เหลืออีกประมาณ 7,000 ไร่ ทช.และ จ.นครศรีธรรมราช จะเร่งรัดดำเนินการตามขั้นตอนการขออนุญาตให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ โดยให้แล้วเสร็จภายในตุลาคม ปี 2559 นี้
น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดี ทช. ในฐานะเจ้าภาพหลัก กล่าวว่า ในอดีต จ.นครศรีธรรมราช เคยมีป่าชายเลนประมาณ 382,500 ไร่ แต่ด้วยเงื่อนไขปัจจัย และแรงกัดดันต่างๆ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบัน จ.นครศรีธรรมราช เหลือป่าชายเลน ประมาณ 80,922 ไร่ ความคาดหวังของ ทช.จากการนำร่องนำพื้นที่ป่าชายเลนที่เปลี่ยนแปลงสภาพหรือเสื่อมโทรมไปแล้ว มาจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของ คทช.ครั้งนี้ นอกจากจะสนองตอบต่อการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคง ควบคู่กับเสริมสร้างจิตสำนึกของราษฎรให้มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนอย่างเกื้อกูลกับหลักการอนุรักษ์และการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความจริงจัง จริงใจ ร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับราษฎร ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์พื้นที่ซึ่งได้คืนพื้นที่ป่าชายเลนจำนวน 16,000 ไร่ ซึ่งต่อไปจะมีการพลิกฟื้นคืนความสมบูรณ์เพื่อให้เป็นทุนธรรมชาติในการรักษา สมดุลของระบบนิเวศป่าชายเลนและชายฝั่งต่อไป
“ที่ จ.นครศรีธรรมราชนั้น เราตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะดำเนินการให้ได้ทั้งหมด 11,000 ไร่ แต่ 3 แปลงที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ แค่ 3,963 ไร่ เหลืออีกประมาณ 7,000 ไร่ ซึ่งขณะนี้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ทำหนังสือไปถึงกระทรวงมหาดไทย และมาที่ ทช.แล้ว เราคาดว่าทั้ง 11,000 ไร่ นั้น จะให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ นี่เป็นครั้งแรกในการนำป่าชายเลนที่เสื่อมสภาพมาจัดสรรให้ราษฎรผู้ยากไร้
มีที่ดินทำกิน ในเบื้องต้นส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ขอคืนจากชุมชนที่เข้าไปบุกรุกเพื่อทำให้ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชนจะทำให้พื้นที่ตรงนี้มีความยั่งยืน โดยเราจะออกใบอนุญาตเป็นแปลงรวม มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และ ทช.จังหวัด จะแบ่งจัดสรรที่ดินให้ราษฎร จากนั้น
กระทรวงเกษตรฯก็จะเป็นเจ้าภาพในการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ในการสร้างผลผลิตและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกรมประมงและป่าไม้ นั่นก็คือ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคู่ไปกับการปลูกป่าชุมชนฟื้นระบบนิเวศป่าชายเลน” อธิบดี ทช.กล่าว
มีคำถามว่า ชาวบ้านที่ได้รับสิทธิให้เข้าไปทำกินในพื้นที่ดังกล่าว จะมีสิทธิในที่ดินแปลงนั้นด้วยหรือไม่
อธิบดี ทช.กล่าวว่า พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ป่าชายเลน ขั้นตอนการเข้าไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายคือ ทช.จะเป็นผู้อนุญาตให้ผู้ว่าราชการเข้าไปใช้ประโยชน์ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ การอนุญาตนั้นจะอนุญาตครั้งละ 30 ปี ได้กำหนดมาตรการรองรับสำหรับการเข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่ คือ กิจกรรมนั้นจะต้องเกื้อกูลกับระบบนิเวศป่าชายเลน เช่น ต้องให้ความร่วมมือในการปลูก และบำรุงรักษาป่าชายเลน ตลอดทั้งต้องช่วยดูแลป่าชายเลนที่อยู่ใกล้เคียงไม่ให้ถูกบุกรุกเพิ่มเติม รวมทั้งจำกัดการใช้สารเคมีที่ส่งผลต่อระบบนิเวศ การใช้เครื่องมือประมง ก็ต้องเป็นเครื่องมือที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการกระจายพันธุ์ของสัตว์น้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ ทช.กำหนดเอาไว้ สิทธิการใช้ที่ดินตามโครงการจะสิ้นสุดลงทันที
นอกเหนือจากการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้าไปทำกินในพื้นที่แบบไม่ขัดต่อกฎหมายแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งไม่แพ้กันคือ การให้ชาวบ้านเหล่านั้นมีส่วนร่วมในการช่วยกันดูแลทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ทำมาหากินของตัวเองและพื้นที่รอบๆ ข้างด้วย หวังว่า ในเร็ววัน นครศรีธรรมราช จะกลับมามีพื้นที่ป่าชายเลนสมบูรณ์เหมือนในอดีต
ขอบคุณข้อมูลภาพ-ข่าว จากเว็บไซต์ มติชนออนไลน์