จากกรณีสื่อสังคมออนไลน์ในจังหวัดภูเก็ตได้เผยแพร่ภาพทุ่นลอยน้ำสำหรับจอดเรือที่มีความยาวนับร้อยเมตรยื่นออกไปกลางทะเลของโรงแรมแห่งหนึ่ง บริเวณชายหาดลายิ หมู่ที่6 ต.กมลา อ.กะทู้ จังหวัดภูเก็ต อาจกระทบกับแนวปะการังในบริเวณดังกล่าว
ล่าสุดช่วงบ่ายวันที่ 1 พฤศจิกายนเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน นำโดย ดร.นลินี ทองแถม หัวหน้ากลุ่มนิเวศทางทะเล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่สำรวจว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่
ดร.นลินี เปิดเผยว่าเนื่องจากทุ่นลอยน้ำสำหรับจอดเรือดังกล่าวมีความยาวกว่า 190 เมตร ยื่นออกไปในทะเลถือว่ามีความยาวพอสมควร พอถึงช่วงที่น้ำลงสุด ทุ่นจะจมลงและได้ทับลงบนแนวปะการังที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวเสียหาย ซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วง คือช่วงแรก แนวซากปะการังซึ่งมีลักษณะคล้ายหิน อยู่ติดแนวชายหาด ช่วงที่ 2 ถัดไปจากแนวซากปะการัง พบเป็นปะการังโขด ยังพบว่ามีการเจริญเติบโตอยู่ และช่วงที่ 3 ช่วงปลายของทุ่น พบเป็นแนวปะการังเขากวางบางส่วนยังมีความสมบูรณ์ โดยขณะสำรวจพบว่าเมื่อถึงช่วงที่น้ำลงทำให้ทุ่นจมลงทับปะการังเสียหาย ขณะเดียวกันในช่วงที่น้ำขึ้นนั้น ฐานยึดทุ่นซึ่งอยู่ด้านล่างที่มีเชือกมัดต่อกันนั้น เมื่อมีคลื่นลมแรงจะเกิดการเคลื่อนที่ ทำให้ไปขูดกับปะการังจนได้รับเสียหายอีกด้วย
“เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการประเมินความเสียหาย เฉพาะบริเวณใต้พื้นทุ่น พบมีพื้นที่ความเสียหายประมาณ 600 ตารางเมตรถือว่าเสียหายมากพอสมควร ถึงแม้บางจุดที่เป็นซากปะการัง หรือปะการังที่ไม่มีชีวิตซึ่งมองคล้ายโขดหินแต่หากทำลายก็ถือเป็นความผิด เพราะถือเป็นทรัพยากรทางทะเลด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้จะต้องเร่งทำข้อมูลสรุปส่งให้ สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 (สบทช.6) ดำเนินการตามมาตรการต่อไป”ดร.นลินีกล่าว
ด้านนาย สุชาติ รัตนเรืองศรี ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 (สบทช.6) กล่าวว่า ขณะนี้ สบทช. 6 กำลังรอข้อมูลสรุปความเสียหายของ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน ก่อนจะทำการพิจารณา ซึ่งจะอํานาจตามความในมาตรา 17 ประกอบมาตรา 3 และมาตรา 27แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ประกอบมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งว่าเข้าข่ายใดบ้าง ในเบื้องต้นพบว่า เข้าข่ายตามข้อที่ 4 ห้ามกระทําการก่อสร้าง ยึดถือ ครอบครอง หรือกระทําด้วยประการใด ๆ อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งจะต้องสั่งระงับการวางทุ่นลอยน้ำ ก่อนแจ้งไปยังสำนักงานเจ้าท่าภูเก็ต เพื่อให้ถอนใบอนุญาต ในส่วนของปะการังที่เสียหายก็จะต้องนั้นจะต้องดำเนินการตามมาตรา 16 ห้ามมิให้ผู้ใดล่า หรือพยายามล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง เว้นแต่เป็นการกระทำโดยทางราชการที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 26 พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535
ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ มติชนออนไลน์