กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) สามารถจับตัวผู้กระทำผิดใช้เศษปะการังทุบหอยเม่นจนแตกให้นักท่องเที่ยวชาวจีนถ่ายรูป บริเวณเกาะเฮ จังหวัดภูเก็ต เตรียมแจ้งความดำเนินคดีทำความเสียหายต่อสัตว์คุ้มครอง
นางสาวสุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กล่าวถึงกรณีไกด์ดำน้ำที่เกาะเฮ จังหวัดภูเก็ต ใช้เศษปะการังที่มีปะการังอ่อนขึ้นเกาะอยู่ทุบหอยเม่นจนแตก เพื่อล่อให้ปลามากินให้นักท่องเที่ยวชาวจีนถ่ายรูป ว่า จากการตรวจสอบพบตัวผู้กระทำผิดแล้วเป็นพนักงานของบริษัทนำเที่ยว “นนทศักดิ์มารีน” โดยเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นผู้กระทำเอง เมื่อพิจารณาตามกฎหมายพบว่าการทำอันตรายหอยเม่นไม่ผิดกฎหมาย เนื่องจากหอยเม่นไม่ได้เป็นสัตว์คุ้มครองและผู้ทุบหอยเม่นไม่ได้นำหอยเม่นมาครอบครอง จึงไม่ได้เป็นการละเมิดกฎระเบียบของที่รักษาพืชพันธุ ์สัตว์น้ำ แต่การใช้ปะการังซึ่งเป็นสัตว์คุ้มครองตามพระราชบัญญ ัติสงวนคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ไปทุบทำลายหอยเม่น ถือเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อปะการังเป ็นความผิด เจ้าหน้าที่จึงบันทึกรวบรวมหลักฐานและรวบรวมข้อเท็จจริง และนำคดีส่งพนักงานสอบสวน โดยจะเร่งรัดดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ เกาะเฮ ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวมานานและมีแนวโน้มว่าผลกระทบจะรุนแรงมากขึ้นจนถึงขั้นวิกฤต ทำให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ใช้แผนคุ้มครองทรัพยากรแนวปะการังบริเวณเกาะเฮ โดยใช้ มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 ใช้มาตรการควบคุมการท่องเที่ยวดำน้ำ โดยกำหนดวิธีการประกอบการธุรกิจดำน้ำไม่ให้เกิดผลระทบกับทรัพยากรแนวปะการัง เนื่องจากยังพบว่า ไกด์ไม่ดูแลปล่อยปละละเลยให้นักท่องเที่ยวเตะตีนกบทำ ให้ปะการังแตกหักเสียหาย และให้นักท่องเที่ยวสวมใส่เสื้อชูชีพที่มีสภาพเก่ามากและไม่น่าจะอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัย
อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กล่าวย้ำว่า พื้นที่ทะเลรอบเกาะเฮ เป็นที่รักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำและเป็นพื้นที่คุ้มครองที่จัดตั้งขึ้น ภายใต้พระราชบัญญัติการประมง 2490 ที่ห้ามบุคคลใดๆ ทำการประมง เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ปลูกสิ่งก่อสร้าง เทระบายของเสียมีพิษ ลงทะเล ขณะที่ หอยเม่น เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอยู่ในวงศ์เดียวกับปลิงทะเล ปลาดาว ซึ่งหอยเม่นพบทั่วไปในแนวปะการังมีความสำคัญในระบบนิเวศแนวปะการัง ถือเป็นสัตว์ที่หากินด้วยการครูดไถสาหร่ายตะไคร่ที่ข ึ้นบนซากปะการังเป็นอาหาร จึงเป็นการลดปริมาณสาหร่ายตะไคร่ไม่ให้มีมากเกินไป เป็นการเปิดพื้นที่ว่างบนผิวซากปะการังให้ตัวอ่อนปะการังได้ลงยึดเกาะเพื่อเจริญเติบโต และเกิดการฟื้นตัวของแนวปะการังขึ้นได้ตามธรรมชาติ โดยกรณีที่แนวปะการังมีปริมาณหอยเม่นมากเกินไปจนเกิน สมดุลธรรมชาติซากปะการังจะสึกกร่อนกลายเป็นผงทราย ทำให้แนวปะการังขาดพื้นแข็งสำหรับการลงยึดเกาะของตัว อ่อนปะการังและการฟื้นตัวของแนวปะการังจะเกิดขึ้นได้ยาก
ที่มา สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์