กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

ตื่นตา!! ฝูงวาฬเพชฌฆาตดำ กว่า 40 ตัว โผล่ว่ายทะเลเกาะไข่

  • 4 เม.ย. 2560
  • 1,296
ตื่นตา!! ฝูงวาฬเพชฌฆาตดำ กว่า 40 ตัว โผล่ว่ายทะเลเกาะไข่

 
ภาพจาก นายณัฐพงษ์ จันทร์อินทร์ ผู้จัดการเรือนำเที่ยวคุระกรีนวิว ทัวร์

ร้องว้าว!! นักท่องเที่ยวไทย-เทศ พบฝูงวาฬเพชฌฆาตดำ บริเวณเกาะไข่ มากกว่า 40 ตัว ขึ้นมาว่ายเล่นใกล้ๆ เรือหางยาว นักวิชาการแนะไม่ควรให้อาหารโดยเด็ดขาด ทั้งห้ามจับ-สัมผัส...

          เมื่อวันที่ 1 เม.ย. นายณัฐพงษ์ จันทร์อินทร์ ผู้จัดการเรือนำเที่ยวคุระกรีนวิว ทัวร์ เปิดเผยว่า หลังจากนักท่องเที่ยวได้พบเห็นวาฬเพชฌฆาตดำ หลายสิบตัวขณะเดินทางไปชมความงามใต้ท้องทะเล อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ และวิถีชีวิตของชาวมอแกน ทำให้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติจองท ัวร์เพื่อเดินทางไปเที่ยวที่หมู่เกาะสุรินทร์ ในวันเสาร์อาทิตย์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และพบว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ขณะนำกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ของ The moken Eco village เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา ขึ้นเรือหางยาว เดินทางไปชมความงามใต้ท้องทะเล บริเวณเกาะไข่อ.คุระบุรี จ.พังงา ซึ่งเป็นทางผ่านของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังหมู่ เกาะสุรินทร์ ได้พบกับฝูงโลมา หรือวาฬ จำนวน 30-40 ตัว ขึ้นมาว่ายเล่นใกล้ๆ กับเรือหางยาวก่อนจะดำน้ำหายไป

          ด้าน ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอัน ดามัน แหลมพันวา ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า วาฬดังกล่าวเป็นวาฬเพชฌฆาตดำ (False killer whale) ซึ่งเป็นฝูงเดียวกับที่เจอบริเวณหมู่เกาะสิมิลัน และหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา โดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้มีการติดตามการอพยพย้ายถิ่นของวาฬฝูงด ังกล่าว ตั้งแต่ตอนใต้ของหมู่เกาะสิมิลันขึ้นเหนือมายังหมู่เ กาะสุรินทร์ และบริเวณเกาะไข่ จ.พังงา ซึ่งคาดว่า วาฬฝูงดังกล่าวจะย้ายถิ่นขึ้นไปเรื่อยๆ สู่ จ.ระนอง หรืออาจถึงประเทศเมียนมาก่อนจะวนกลับลงมาทางใต้อีกครั้ง

          ทั้งนี้ได้แนะนักท่องเที่ยวเมื่อพบวาฬ หรือโลมา ไม่ควรให้อาหารโดยเด็ดขาด รวมถึงไม่จับหรือสัมผัส ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์เพื่อความยั่งยืน โดยเรือควรเดินเรือช้าๆ ความเร็วไม่เกิน 4 นอต ในรัศมี 50-150 เมตร จากวาฬหรือโลมา เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและให้เดินเรือเข้าทางด้านข้างของตัววาฬ หรือโลมาเท่านั้น ไม่เดินเรือตัดหน้าหรือตามหลัง เพราะจะทำให้โลมาได้รับอันตรายและตกใจกลัว

          “การไม่ให้อาหารสัตว์ในธรรมชาติ เนื่องจากจะทำให้สัตว์มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและนิเวศวิทยาของสัตว์ป่า สร้างพฤติกรรมเรียนรู้ผิดๆ ให้กับสัตว์ซึ่งนำไปสู่อุบัติเหตุจนเกิดการบาดเจ็บ หรืออาหารที่ให้อาจมีการปนเปื้อนทำให้สัตว์เกิดความเจ็บป่วยทรมาน จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของนักท่องเที่ยวและไม่ควร จับสัมผัสหรือลงเล่นน้ำกับวาฬ หรือโลมา เพราะอาจเกิดอันตรายต่อคนหรือสัตว์ จนอาจทำให้บาดเจ็บหรือถึงขั้นเสียชีวิต รวมทั้งการติดเชื้อโรคที่ติดต่อจากคนสู่สัตว์หรือจาก สัตว์สู่คน และไม่ควรทิ้งขยะลงทะเล เพื่อไม่ให้เพิ่มมลพิษทางทะเล เพราะสัตว์ทะเลอาจกินเข้าไปเกิดอันตรายถึงชีวิตได้” ดร.ก้องเกียรติ กล่าวในที่สุด

ที่มา  ไทยรัฐ

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง