ข่าวกระทรวงมหาดไทยขอเพิกถอนสภาพป่าชายเลน 2 แห่ง ให้เอกชนทำโครงการในรูปแบบวิลล่าขนาดใหญ่กระจายสู่สา ธารณชน จึงมีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยจากทั่วสารทิศด้วยเหตุ 5 ข้อ ดังนี้... พุธที่ 5 เมษายน 2560 เวลา 09.00 น.
กรณี กระทรวงมหาดไทย โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการ เตรียมขออนุมัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอให้เพิกถอนสภาพป่าชายเลน 2 แห่ง โดยการขอยกเว้นกฎหมายผังเมืองเนื่องจากเป็นพื้นที่สี เขียว และขอใช้ประโยชน์ป่าสงวนแห่งชาติที่เป็นป่าชายเลน พื้นที่หมู่ที่ 5 ต.บางริ้น อ.เมืองระนอง จำนวน 120 ไร่ และบริเวณบ้านปากคลอง ม.1 ต.ปากน้ำ อ.เมืองระนอง อีกประมาณ 73 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองหัวเขียว และป่าเกาะสุย จ. ระนอง เพื่อให้เอกชนสัมปทานทำ “โครงการในรูปแบบวิลล่าขนาดใหญ่”
โดยแบ่งที่พักเป็นโซนให้แรงงานต่างด้าวอยู่อาศัยห้อง ละ 4 คน รวม 64,212 คน ซึ่งวิลล่าแห่งนี้มีทั้งระบบสาธารณูปโภค ระบบการดูแลรักษาความปลอดภัย พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ สนามกีฬาออกกำลังกาย ร้านค้า หรือซุเปอร์มาร์ท และเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน
เมื่อข่าวนี้ได้กระจายออกไปสู่สาธารณชน ก็มีการคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วยจากทั่วสารทิศ และคัดค้านจากหลายฝ่าย รวมทั้งผมด้วย ดังนี้
1. เพราะไม่เชื่อมั่น กระทรวงมหาดไทย ว่าทำโครงการขนาดยักษ์นี้ ทำไมร้อยวันพันปีไม่เคยพูดถึงแรงงานพม่าในแง่มุมสิทธ ิมนุษยชน หรือด้านความมั่นคงอย่างจริงจังมาก่อน แต่กลับมาทำโครงการลักษณะนี้ให้เอกชนสัมปทานก่อสร้าง โครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบวิลล่าซึ่งไม่เคยมีมาก่อน สังคมจึงมีคำถามที่นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจว่า ทำเพื่อแก้ปัญหาจริง หรือทำโครงการขนาดใหญ่นี้ขึ้นมาเพื่อการอื่น
2. เพราะ กระทรวงมหาดไทย เคยขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน ในนาม องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ระนอง มาก่อนแล้ว 2 แปลง แต่เจ้าหน้าที่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) รายงานว่า การขอใช้พื้นที่ดังกล่าวที่ผ่านมาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่กำหนดไว้แต่อย่างใด คือไม่ดำเนินการปลูกป่าและบำรุงรักษาป่าชายเลน ทุกฝ่ายจึงพอคาดว่าน่าจะเป็นไปแบบเดิมอีก
3. เพราะป่าชายเลนในประเทศไทยเหลือน้อยมาก มีการบุกรุกยึดครองไปแล้วเป็นจำนวนมาก ซึ่งป่าชายเลนมีประโยชน์อย่างมหาศาล ต่อประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะเป็นแหล่งวางไข่ และอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำ โดยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้เราไม่สามารถสูญเสียป่ าชายเลนไปได้อีกแม้แต่ต้นเดียว และไร่เดียว โครงการนี้จึงถือเป็น “หายนะ” ของทรัพยากรธรรมชาติหรือป่าชายเลนอีกโครงการหนึ่ง การสร้างชุมชนใหม่ในพื้นที่อนุรักษ์และอยู่ใกล้น้ำ ไม่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะจะก่อมลพิษอื่นให้เสียหายตามมาอีกมากมาย
4. เพราะเป็นการสวนทางกับนโยบายของรัฐบาล และแนวคิดอย่างจริงจังของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะอนุรักษ์และทวงคืนฝืนป่ามาตลอด เพื่อคืนความสุขให้ประชาชน และการยึดคืนผืนป่าและฟื้นฟูป่าในพื้นที่ที่ถูกบุกรุ กในพื้นที่ป่าชายเลนก็มีผลงานที่น่าพอใจกว่าป่าบกมาก นอกจากสวนทางกับนโยบายรัฐบาลแล้วยังทำลายเครดิตของนา ยกรัฐมนตรี ที่พยายามสร้างผลงานด้านนี้อยู่ การแลกพื้นที่ป่ากับค่าชดเชย 20 เท่า หรือให้งบประมาณเพื่อไปปลูกป่าชายเลนชดเชย ไม่ต่ำกว่า 4,000 ไร่ ในครั้งนี้ถือเป็น “ข้อตกลงที่ขาดทุนอย่างยับเยิน” และไม่ควรทำอย่างยิ่ง
5. เพราะกระทบต่อความรู้สึกของแรงงานไทย และที่สำคัญต่อคนยากจนในประเทศไทย ที่ยังอยู่ในสภาพลำบากยากจน และไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ซึ่งความจริงแล้วควรพิจารณาดำเนินการให้พวกเขาก่อน ส่วนปัญหาทางด้านสิทธิมนุษยชนที่คนต่างด้าวถูกละเมิด อยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องหลัก แต่คิดว่าคงจะเป็นเรื่องอื่นมากกว่า
นอกจากจะไม่เห็นด้วยในการขอใช้พื้นที่ป่าชายเลนในครั ้งนี้ สิ่งที่แปลกใจที่สุด คือไม่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ใน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ทั้งเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ในกระทรวงออกมาคัดค้านแต่อย่างใด ซึ่งควรจะเป็นคนแรกที่ต้องออกมาปกป้องป่าตามบทบาทและ หน้าที่
แต่ทำไมยังคงเงียบ ทำไมไม่สนองนโยบายของรัฐบาลและยืนเคียงข้างกับนายกรั ฐมนตรีที่มีความคิด “ทวงคืนผืนป่า” ทำไมไม่เลือกที่จะช่วยนายกรัฐมนตรีสร้างผลงาน และสร้างเครดิตในทางการเมืองกับเรื่องนี้ หรือมีจุดยืนอย่างไรกันแน่!!
ที่มา เดลินิวส์