หลายคนคงคุ้นเคยกับสำนวนไทยที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ที่ชวนให้จินตนาการเห็นภาพท้องทะเลสีครามสวยงาม ทุ่งนาเขียวขจี แต่! ตื่นๆ ตื่นจากภวังค์ที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อหลายสิบปี ไม่ใช่สิ อาจจะร้อยปีให้หลังเลยก็ว่าได้ เพราะอะไร? ก็เพราะในโลกปัจจุบัน มองไปทางไหนก็เจอแต่นวัตกรรมของโลกยุคใหม่ที่เข้ามาแทนวัสดุที่เราพร่ำบ่นกันว่าสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชา ติ หีบห่อบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษเอย ขวดแก้วเอย กระป๋องสังกะสีเอย สิ่งเหล่านี้ที่เคยชินตาคนรุ่นอายุ 40-50 ปี แทบจะลางเลือนไปจนสิ้น โดยมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่เบากว่า ประหยัดกว่า (แต่อันตรายกว่า) เข้ามาแทนที่ และสิ่งนั้นก็คือ “พลาสติก” นั่นเอง
พลาสติกเกิดขึ้นมาในโลกของเราในยุคอุตสาหกรรมใหม่ และแทรกตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนโดยพร้อมเพรียง ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนหลับตาลงในแต่ละวัน โดยที่หลายคนคงไม่เคยคิดเลยว่าแม้เราจะหลับจนไม่ตื่น ขึ้นมาแล้ว แต่เจ้าพลาสติกตัวดีก็ยังชูหน้าสลอนอยู่บนโลกของเราโดยไม่รู้จักคำว่า “ตาย” ลองคำนวณง่ายๆดูว่าในแต่ละวันเฉพาะในกรุงเทพมหานครเองมีเจ้าขยะพลาสติกที่คงกะพันชาตรีประมาณเกือบ 2,000 ตันต่อวันแล้วใน 1ปีเราจะมีเพิ่มขึ้นมากมายแค่ไหนกัน และนี่คือที่มาของการร่วมกันขบคิดถึงทางออกที่จะกำจัดวายร้ายตัวฉกาจให้ลดลงให้มากที่สุด (คงไม่ต้องคิดว่าจะให้หายไปหมดได้อย่างไร) ลองมาเริ่มศึกษาจากนานาประเทศที่ล้วนประสบปัญหานี้เหมือนกันกับเรากันดู
เริ่มจากประเทศแรกที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่าจะลงมือทำ เป็นรายแรก นั่นก็คือบังคลาเทศ ที่ประกาศกร้าวห้ามไม่ให้มีการผลิตและจำหน่ายถุงพลาสติกที่ผลิตจากโพลีเอทธีลีน โดยเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2545 ในเมืองดักกาและต่อมาได้ขยายไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ก็เพียงเพราะเหตุผลง่ายๆก็คือขยะพลาสติกเป็นตัวการสำคัญไปอุดกั้นทางระบายน้ำทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ในประเทศ (คุ้นๆนะ)
ในประเทศอังกฤษ รัฐบาลใช้นโยบายชักชวนด้วยความสมัครใจ และส่วนใหญ่ก็สมัครใจตามๆกันไปเพราะไม่อยากเสียเงินนั่นเอง โดยในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆทั่วประเทศจะคิดเงินค่าถุงพ ลาสติกใบละ 5 เพนซ์ ก็ราวๆ 2.30 บาทต่อหนึ่งใบ ทำให้ปริมาณการใช้ถุงพลาสติกในปี 2015 ลดฮวบไปมากเหลือเพียง 640 ล้านถุง จากจำนวนที่เคยสูงถึง 7,640 ล้านใบในปี 2014 การประกาศใช้ข้อบังคับของอังกฤษ เกิดขึ้นตามหลังเวลส์ ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2011, ไอร์แลนด์เหนือ เมื่อปี 2013, และสก็อตแลนด์ เมื่อปี 2014 ซึ่งทั้ง 3 ประเทศ มีอัตราการใช้ถุงพลาสติกในปีแรกหลังการประกาศใช้กฏนี ้ที่ร้อยละ 76, 71, และ 80 ตามลำดับ

ในสหรัฐอเมริกาเองก็อดรนทนไม่ไหวกับปัญหานี้เช่นกัน หลังจากที่มหานครซานฟรานซิสโกประกาศยกเลิกใช้ถุงพลาส ติกไปอย่างสวยงามเมื่อปี 2550 ต่อมาในปี 2557 ก็ประกาศงดจำหน่ายขวดน้ำพลาสติกอีกครั้ง และเตรียมก้าวเข้าสู่การเป็นเมืองปลอดพลาสติกโฟมเต็ม ตัวในปีหน้า เพื่อมุ่งจะต่อสู้กับขยะพลาสติกให้สิ้นซากและเตรียมท ี่จะเป็นมหานครที่จะไม่มีการฝังกลบ เผาขยะอีกต่อไปในปี 2020 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
มาถึงพี่ใหญ่มหาอำนาจแห่งเอเชียที่ได้ชื่อว่าผลิตขยะ พลาสติกออกสู่มหาสมุทรมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก คงจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “จีน” นั่นเอง ในปี พ.ศ. 2551 ประเทศจีนห้ามไม่ให้มีการผลิต จัดจำหน่าย และใช้ถุงพลาสติกที่ผลิตจากโพลีเอทธิลีนความหนาแน่นสูง แถมยังประกาศปรับร้านค้าที่ให้ถุงพลาสติกแก่ผู้บริโภคฟรีๆโดยไม่คิดสตางค์สูงถึง 10,000 หยวน หรือราวๆ 50,000บาท ซึ่งนโยบายนี้ลดการใช้ถุงพลาสติกไปได้ถึง 66% กันเลยทีเดียว
หลายๆประเทศทั่วโลกต่างรู้และตระหนักถึงภัยเงียบที่คุกคามชีวิตมนุษย์กันเช่นนี้แล้ว หากประเทศไทยยังไม่เริ่มร่วมแรงร่วมใจกันอย่างจริงจังเสียที ก็คงจะมีอันต้องจบเห่ คงไม่เพียงแต่สำนวน “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” จะจางหายไป แต่ “ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ” ก็คงจะต้องหมายถึงขยะพลาสติกที่ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่แต่ไม่ดับไปจากน้ำมือพวกเรากันเองฉะนั้นแล
ที่มา Greenpeace