จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อออนไลน์ชื่อว่า “เสียงประชาชน คนภูเก็ต” หลังเกิดฝนตกหนัก และ คลื่นลมแรง เมื่อช่วงวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีขยะในทะเลถูกคลื่นซัดเข้ามาเกยบริเวณชายหาดต่างๆ จำนวน 200 ตัน นั้น

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) ได้สั่งการให้สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 9 (สบทช.9) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กำกับการดูแลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และเป็นหน่วยงานที่อยู่ในเขตรับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อร้องเรียนดังกล่าว บริเวณพื้นที่ชายหาดกะตะ และชายหาดกะรน จากการตรวจสอบพบขยะเกลื่อนชายหาด ส่วนใหญ่เป็นขอนไม้ขนาดใหญ่ เศษไม้ และขยะพลาสติก ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถที่จะลงไปเล่นน้ำ หรือนอนเล่นบริเวณชายหาดได้ ซึ่งการจัดเก็บขยะเป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากกำลังคนและกำลังเครื่องจักรไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถจัดเก็บขยะได้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็ว

นายวัชรินทร์ ถิ่นถลาง ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 9 กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2561 ทาง สบทช.9 ได้ร่วมมือกับเทศบาลตำบลกะรนนำเครื่องจักรใหญ่ลงทำการเก็บกวาดขยะที่อยู่บริเวณชายหาด โดยได้เร่งดำเนินการจัดเก็บมาแล้วเป็นระยะเวลา 3 วัน ซึ่งขยะที่ถูกคลื่นซัดเข้ามาบริเวณชายหาดกะตะ และหาดกะรน รวมทั้งหาดอื่นๆ ไม่ใช่ขยะที่เกิดจากพื้นที่ แต่เป็นขยะที่มาจากในทะเล โดยในช่วงมรสุมของทุกๆ ปีจะมีขยะจากทะเลที่ถูกคลื่นซัดเข้ามาตลอด แต่ในช่วงวัน 2 วันนี้พบว่าปริมาณขยะมีจำนวนมาก เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2561 ได้มีการจัดเก็บไปเกือบ 100 ตัน แต่วันต่อมาพบว่ามีปริมาณขยะเพิ่มมากขึ้น คิดว่าไม่น้อยกว่า 100 ตันอย่างแน่นอน ขณะนี้นายกเทศบาลตำบลกะรนได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการโรงแรม ผู้ประกอบการร้านอาหารหน้าชายหาดกะตะ ชายหาดกะรน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณชายหาดดังกล่าว หรือ Big Cleaning Day ในวันที่ 12 มิถุนายน 2561 นี้ เพื่อให้ชายหาดที่ถูกผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวกลับมาสะอาดและน่าเที่ยวเหมือนเดิม

นายวัชรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แน่นอนว่าขยะเหล่านี้อยู่ในทะเลเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ทั้งชาวบ้านทั่วไป ผู้ประกอบการริมชายหาด กลุ่มเรือประมง หรือเรือนำเที่ยวต่างๆ ที่เข้ามาในพื้นที่แต่ละปีเป็นจำนวนมาก จึงอยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันเข้มงวดควบคุมกันอย่างจริงจัง เพื่อหน้ามรสุมครั้งต่อไปจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่ขยะเกลื่อนชายหาดแบบนี้อีก นอกจากไม่สวยงามแล้วยังเสียภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ต อีกด้วย
