หนึ่งปีเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่เกาะเสม็ดได้ผ่านไปแล้ว คราบน้ำมันถูก กำจัดหมด แต่ความเป็นพิษที่ตกค้างบริเวณชายหาดและสัตว์น้ำบางชนิด ต้องรอผลการติดตามระยะยาวที่ไม่สามารถระบุได้ว่า อีกกี่ปี
คำถามที่ตามมาหากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกสังคมไทยควรเริ่มต้นจัดการอย่างไร สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมและสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้ร่วมกันสรุปบทเรียน "น้ำมันรั่วทางทะเล....ธรรมาภิบาลและการรับมือในอนาคต" รวบรวมผลวิจัย การสำรวจ และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเล
ดร.สนิท อักษรแก้ว กรรมการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ผลการศึกษาได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยาทางทะเล โดยทำการศึกษาปริมาณน้ำมันในดินและในน้ำ ปริมาณคลอโรฟิลล์ ตะกอนดิน และไฮโดรคาร์บอนในหาดทราย โดยสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การศึกษาทิศทางการเคลื่อนที่และผลกระทบของคราบน้ำมันต่อสิ่งมีชีวิตบริเวณเกาะเสม็ดและพื้นที่ใกล้เคียง จ.ระยอง โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ทั้งนี้ผลสรุปผลกระทบต่อทรัพยากรและระบบนิเวศในทะเลชายฝั่งคุณภาพน้ำทะเลบริเวณอ่าวระยอง-เกาะเสม็ด อ่าวพร้าว และอ่าวหวายใน เดือนสิงหาคมและพฤศจิกายน 2556 อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลของกรมควบคุมมลพิษ นอกจากนี้ได้ศึกษาพฤติกรรมการดำรงชีวิตของปูทหารที่ อาศัยอยู่บริเวณหาดทรายอ่าวพร้าว พบว่า มีความแตกต่างไปจากปูทหารในพื้นที่ อื่น ๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบ คือพฤติกรรมการกินอาหารและการปั้นเม็ดทราย ปูทหารจากอ่าวพร้าวจะกินอาหารและปั้นเม็ดทรายขนาดเล็ก และมีจำนวนน้อยกว่าปูทหารจากหาดอื่น ๆ อีกทั้งความลึกของรูและทิศทางของรูปูใต้ผิวทรายที่ตื้นและเอียงทำมุมมากกว่ารูปปูทหารจากหาดอื่น ๆ อาจเนื่องมาจากสารเคมีหรือน้ำมันที่ยังตกค้างอยู่ใต้ผิวทราย
อย่างไรก็ตาม ผลการสรุปบทเรียนได้แบ่งออกมาเป็นประเด็นแรกคือสาเหตุของอุบัติเหตุ ไม่มีใครพิสูจน์ได้ คาดว่าเกิดจากความไม่สมบูรณ์ของท่อซึ่งปัจจุบัน พีทีทีจีซียังไม่แจ้งให้สังคมทราบ แต่มีการกล่าวถึงวิธีการควบคุมและ
ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ส่วนประเด็นจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา การระงับน้ำมันรั่วทำได้ยากลำบากเพราะสภาพลมแรงทำให้การแพร่กระจายในวงกว้าง รวมถึงการใช้สารขจัดคราบน้ำมันประสบปัญหาเพราะคราบน้ำมันกระจายอย่างรวดเร็ว การกวนหรือผสมน้ำมันเป็นไปได้ยากในสภาวะคลื่นลมแรง เมื่อเวลานานขึ้นการใช้สารมีประสิทธิภาพต่ำ นอกจากนี้เรือขจัดมลพิษทางน้ำไม่ประจำการอยู่ในช่วงเกิดเหตุ
เหตุการณ์ครั้งนี้ยังขาดการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำมัน (กปน.) อย่างเป็นระบบและเป็นทีม ทำให้ขาดการนำแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำมาปฏิบัติ และการขออนุญาตใช้เครื่องบินขึ้นปฏิบัติงานโปรยสารเคมีใช้เวลานานกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อมองกระบวนการในการดำเนินงานทุกภาคส่วน หากนำหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมมาประเมินการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเวลา 1 ปี ปรากฏว่าไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลที่เกิดจากการไม่มีระบบและขั้นตอนสื่อสารทำให้สังคมเกิดคำถามและกังวล และไม่นำระเบียบที่กำหนดไว้มาปฏิบัติ กล่าวคือไม่นำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำ
เนื่องจากน้ำมัน พ.ศ. 2547 มาปฏิบัติเพื่อสั่งการระงับเหตุที่เกิดขึ้นไม่ให้บานปลาย ซึ่งมีผลให้ กปน. ตามโครงสร้างที่มีตามแผนไม่สามารถปฏิบัติงานได้ มีเพียงภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไประงับ
ทั้งนี้จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะภาพรวมว่า การทำงานต้องอยู่ภายใต้ผู้นำและทีมงานที่เข้มแข็ง หากเกิดเหตุคราวหน้า สิ่งที่ต้องดำเนินการคือ 1. วิเคราะห์สมดุลมวลสารของน้ำมันที่รั่วไหล 2. ศึกษาประสิทธิภาพของระบบการจัดการภัยพิบัติทางทะเลจากน้ำมันรั่ว 3. ศึกษาทางด้านกายภาพของท้องทะเล 4. ศึกษาคุณสมบัติของสารเคมี 5. ศึกษาผลกระทบทางชีวภาพและระบบนิเวศทางทะเล
นอกจากควรให้มีการสำรวจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในช่วงระยะ เวลา 1-2 ปี แล้วควรมีกองทุนให้สถาบันวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญแต่ละด้านดำเนินการสำรวจได้ทันที และสื่อสารให้ประชาชนทราบเป็นระยะเมื่อทรัพยากรธรรมชาติฟื้นตัว
ด้านการเยียวยาและชดเชยนั้นควรศึกษามูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการกำจัดคราบน้ำมันในทะเลและชายฝั่ง ค่าปรับเยียวยาและชดเชยความเสียหายที่เกิดต่อธุรกิจ ตลอดจนความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ
ทั้งนี้หลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประกอบไปด้วย นิติธรรมคือมีกฎหมายที่ชัดเจน คาดหมายได้ การที่สังคมมีกฎระเบียบ กติกาคาดได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วม ความโปร่งใส ความพร้อมรับผิด และความยุติธรรมที่ต้องมีกระบวนการสร้างความเท่าเทียมให้เกิดกับคนทุกภาคส่วน สังคมไทยต้องได้อะไรจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วมากกว่าอาการตระหนกตกใจแล้วไม่นำปัญหาที่เกิดขึ้นมาเปลี่ยนแปลงแก้ไข.