จากกรณีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ได้ก่อสร้างอาคารรุกล้ำพื้นที่ป่าชายเลน บริเวณอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ซึ่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2550 มหาวิทยาลัยฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 125 ล้าน เพื่อดำเนินการก่อสร้างกลุ่มอาคารปฏิบัติการโรงแรมและการท่องเที่ยว จำนวน 1 หลัง โดยได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด มหานครการช่าง เป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง ต่อมากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับเรื่องร้องเรียนจากราษฎรบริเวณดังกล่าว ว่ามีการก่อสร้างอาคารรุกล้ำพื้นที่ป่าชายเลน

ต่อมา เจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้ ตำรวจป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้สนธิกำลังร่วมกันตรวจสอบพื้นที่ตามข้อร้องเรียน ปรากฏว่า มีพื้นที่จำนวน 21 ไร่ 3 งาน 59 ตารางวา ที่ทำการก่อสร้างอาคาร อยู่นอกเขตพื้นที่ที่กรมป่าไม้อนุญาตให้มหาวิทยาลัยฯ เข้าใช้ประโยชน์ตามคำสั่งกรมป่าไม้ ฉบับที่ 84/2535 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2535 ซึ่งพื้นที่ที่มีการรุกล้ำนั้นตั้งอยู่ในเขตจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2530 โดยเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ตรวจยึดและร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.สิเกา ในเวลาต่อมา
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ด้านอาคารที่ได้ทำการก่อสร้างและยังไม่แล้วเสร็จ จะดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้หรือไม่นั้น จำเป็นต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ระเบียบข้อกฎหมาย มติ ครม. ถึงแม้ว่าจะดำเนินการก่อสร้างไป 60 เปอร์เซ็นต์แล้วก็ตาม แต่เมื่อการก่อสร้างไม่เป็นไปตามระเบียบ ข้อกฎหมาย ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง สอดรับกับนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหลักในการดำเนินการต่างๆ
นายจตุพร กล่าวต่อว่า วานนี้ วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ได้มอบหมายให้นายโสภณ ทองดี รองอธิบดี ทช. นำคณะผู้บริหารกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงพื้นที่ร่วมกับ ผศ.กฤษฎา พราห์มชูเอม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง เพื่อติดตามสถานะทางคดีดังกล่าว พร้อมนำชี้เเนวเขตพื้นที่การก่อสร้างและสภาพอาคารปฏิบัติการ และหลังจากนั้น ได้ประชุมหารือเพื่อชี้แจงสถานะคดีต่างๆ โดยทางมหาวิทยาลัยฯ ได้เสนอแนวทางในการดำเนินการกับอาคารดังกล่าวภายหลังการดำเนินคดีเสร็จสิ้นลง ซึ่งได้ชี้แจงว่า มหาวิทยาลัยฯ ยังมีความต้องการสานต่อในเรื่องการก่อสร้างอาคารปฏิบัติการ เนื่องจากต้องการให้นักศึกษาได้มีสถานที่ในการเรียนรู้และฝึกงานจริง หากแต่ติดขัดในเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งในอนาคตหากมีการลงนามความร่วมมือ MOU กับกรม ทช. เพื่อนำอาคารดังกล่าวมาปฏิบัติงานร่วมกัน ก็จะทำให้งบประมาณที่ก่อสร้างไม่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ พร้อมกันนี้กรม ทช. ได้รวบรวมข้อมูลจากทางมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะเสนอกรม ทช. ในการพิจารณาหาแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องตามระเบียบ ข้อกฎหมายต่อไป

