การดูแลจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าผู้มีอำนาจจะเป็นใคร จะมาจากเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง ก็ไม่สามารถละทิ้งหรือมองข้ามไปได้และแน่นอนอีกเช่นกันว่า เรื่องแบบนี้จะหวังพึ่งภาครัฐอย่างเดียวนั้นไม่ใช่ทางออก หากคนในพื้นที่เอาแต่งอมืองอเท้า
ตัวอย่างพื้นที่ความสำเร็จหนึ่งในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อย่าง "ป่าชายเลน"ด้วยความเข้มแข็งของภาคพลเมืองคือ จังหวัดตราด เจ้าของฉายาทางภูมิศาสตร์ ฝน 8 แดด 4 ที่มาของฉายาก็ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ค่าที่ว่าเมืองแห่งนี้มีฤดูฝนยาวนานถึง 8 เดือน และเว้นว่างรับแดดเพียง 4 เดือนเท่านั้น
อ่าวตราดประกอบไปด้วย 8 ตำบล ได้แก่ ต.แหลมกลัด, ต.ห้วงน้ำขาว, ต.อ่าวใหญ่, ต.ชำราก, ต.ตะกาง, ต.ท่าพริก, ต.หนองคันทรง และ ต.เนินทราย โดยสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้าสนับสนุนให้เป็นพื้นที่ต้นแบบเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
มีโอกาสได้ลงพื้นที่สำรวจ ณ ตำบลตะกาง บริเวณคลองท่าเลื่อน ร่วมกับสภาพัฒนาการเมือง และเครือข่ายองค์กรชุมชนตราด พบว่า "อุดมณ์สมบูรณ์มาก" จนได้รับยกย่องให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของแห่งอื่นๆ ต.ตะกาง มีพื้นที่ส่วนหนึ่งติดชายฝั่งทะเลอ่าวตราด มีสภาพป่าชายเลนที่สมบูรณ์เป็นลำดับต้นๆ ของจังหวัด โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 6,596 ไร่ แบ่งเป็นป่าท้องอ่าว 5,583 ไร่ และปลูกป่าเพิ่มเติมด้านบน 1,013 ไร่
อภิเดช บุญล้อม นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลตะกาง กล่าวว่า ในอดีตสภาพป่า "ไม่อุดมสมบูรณ์" อย่างที่ทุกคนเห็น เนื่องจากการเข้ามาของกลุ่มนายทุน
"ประมาณปี 2528-2529 มีนายทุนเข้ามาขอสัมปทานพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อเอาไปทำบ่อเลี้ยงกุ้งและเอาไม้ที่อยู่ในป่าไปเผาถ่าน โดยความเชื่อว่า ไม้โกงกาง เมื่อนำไปเผาเป็นถ่านจะเป็นเชื้อเพลิงที่ให้ความร้อนสูง โดยกลุ่มนายทุนรุกขยายพื้นที่ตั้งแต่ อ.แหลมงอบ ถึง อ.เมือง ใน ต.เนินทราย ต.ท่าพริก ทำให้สภาพป่าลดน้อยลงจนเกือบหมด
"ต่อมากลุ่มนายทุนลุกลามขยายเขตมาถึง ต.ตะกาง ต.ชำราก ต.แหลมกัด และ ต.อ่าวใหญ่ หลายครั้งชาวบ้านเข้าไปในพื้นที่เพื่อหากินตามปกติ แต่กลับโดนนายทุนข่มขู่ว่าห้ามเข้ามาอีก เพราะเป็นพื้นที่ที่มีเจ้าของ"
ความกลัวบวกกับความกังวลเรื่องการหาเลี้ยงชีพ ทำให้ชาวบ้านนำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษากันอย่างแข็งขัน ก่อนจะรวบรวมสบทบรายชื่อความเดือดร้อนในหลายตำบลส่งมอบให้ภาครัฐ ปรากฏว่า 1 เดือนถัดมา กลุ่มนายทุนได้เริ่มมีการขนเครื่องจักรและยกเลิกสัมปทานไปในที่สุด ความทรุดโทรมเสื่อมโทรมของป่าชายเลนทำให้ในปี 2534 ได้มีการพัฒนาพื้นที่ป่าด้วยการปลูกเพิ่มเติมในทุกๆ ปี พร้อมกับตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนรุ่นแรกในปี 2548 และทำการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง
จนในปี 2550 มีการจัดตั้งกลุ่ม "อาสาสมัครพิทักษ์ทะเลและชายฝั่งตำบลตะกาง" ขึ้น เพื่อเป็นแนวร่วมในการเฝ้าระวังรักษาพื้นที่ป่าจากการลักลอบตัดไม้ ส่งผลให้ตำบลตะกางมีพื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มขึ้นทุกปี จนเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์สำหรับประชาชนได้อย่างเพียงพอ
จากการล่องเรือเล็กๆ ออกจากฝั่ง สำรวจพื้นที่สองข้างทางพบว่า ความอุดมสมบูรณ์นั้นเป็นข้อเท็จจริง ดั่งคำบอกเล่าของนายกเทศมนตรี และไม่คาใจที่พื้นที่นี้ได้รับเลือกให้เป็นต้นแบบชุมชนที่สามารถจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างลงตัว ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพที่เห็นอย่างต้นไม้ ลิง ปูแสม กระรอก นกเหยี่ยวแดง ปลาตีน ฯลฯ เป็นประจักษ์พยานยืนยัน ที่สำคัญ ต.ตะกาง ยังมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งคนในพื้นที่เรียกการเพิ่มขึ้นนี้ว่า "ป่าเดินได้"
เนื่องจากเป็นที่ท้องอ่าวตะกอนดินที่ถูกพัดพามาจึงมารวมกันอยู่กลายเป็นพื้นที่งอกใหม่ ป่าขยายออกเพิ่มขึ้น เสมือนก้าวเท้าเดิน จากหมู่ไม้ต่างๆ เช่น ต้นโกงกาง ต้นตะบูน ต้นตะบัน ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเพิ่มรายได้ในการหาเลี้ยงครอบครัวได้ มากโข
"สิ่งสำคัญอีกอย่างในการพัฒนาป่าไม้นั้นคือ โครงการป่าเดินได้ ที่เป็นลักษณะของการงอกเงยของไม้นานาพันธุ์ เช่น ต้นโกงกาง ต้นแสม ที่ฝังรากกินพื้นที่ไปเรื่อยในพื้นที่ป่าชายเลน การวางอวนตาถี่ดักตะกอนและพันธุ์ไม้เพื่อให้งอกเงยเติบโตในพื้นที่ต่อไป ไม่ให้ไหลลงสู่ทะเลอย่างสูญเปล่า นอกจากนี่ ชาวบ้านยังจัดทำแนวกำแพงไม้ไผ่และใบจาก แบบสลับฟันปลา เพื่อลดแรงกระทบและป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งจากคลื่นอีกด้วย" อภิเดชบอกอย่างภาคภูมิใจทุนทางทรัพยากรจำเป็นต้องถูกต่อยอดเป็นกำไรเพื่อความยั่งยืน
เรื่องนี้ ศิริวรรณ บุตรราช ประธานเครือข่ายองค์กรชุมชนคนตราด กล่าวไว้ในช่วงหนึ่งของงานเสวนา หัวข้อ "การบริหารจัดการทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อผลักดันสู่นโยบายสาธารณะของอ่าวตราด"
เธอบอกว่าเป้าหมายหลักของตราดคือ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน ซึ่งนอกจากต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรทางธรรมชาติแล้ว ทรัพยากรมนุษย์ก็เป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาควบคู่กันไป เครือข่ายองค์กรชุมชนพยายามปลุกจิตสำนึกรักหวงแผ่นดินให้กับเยาวชน ให้รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเราในการดูแลทรัพยากร ตั้งแต่เรื่องดิน น้ำ พืช สัตว์ และคน
"แม้ปัญหาของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน แต่เรามีจุดร่วมเดียวกันคือ ปกป้องดูแลทรัพยากรให้อุดมสมบูรณ์ พัฒนาทำกิจกรรมด้านการสร้างจิตสำนึกในการจัดการสิ่งแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ การใช้อุปกรณ์ประมงที่ไม่เหมาะสมในการจับสัตว์น้ำ ไม่ว่าจะเป็น อวนลาก อวนรุน การจับสัตว์น้ำในฤดูวางไข่ การลักลอบตัดไม้ชายเลน เป็นต้น เราเชื่อว่าการเปิดโอกาสรับฟังและร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะสามารถรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน"
ศิริวรรณย้ำด้วยว่า จิตสำนึกต่อการใช้ทรัพยากร การมีส่วนร่วมของชุมชน และการผลักดันนโยบายชุมชนไปสู่นโยบายภาครัฐเพื่อให้เกิดความสอดคล้องของกันและกันคือ ประเด็นที่จะถูกต่อยอดและพูดคุยต่อไป
นอกจากภูมิปัญญาในการสรรหาวิธีดูแลทรัพยากรในพื้นถิ่นเกิดของตัวเองแล้ว ยังเห็นได้ชัดเลยว่า ความสามัคคีและความร่วมมือนั้น เป็นรากฐานสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง ดังที่ผู้คนในชุมชน ต.ตะกาง ได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว
ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 22 ส.ค. 2557 (กรอบบ่าย)