เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ ปลัด ทส. ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพื้นที่ป่าคือ กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เพื่อหารือแนวทางจัดการกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ยึดคืนมาได้จากภาคเอกชนที่เคยบุกรุกว่าจะดำเนินการอย่างไรดี เนื่องจากมีเสียงท้วงติงมา กรณีการตัดและฟันทิ้งต้นยางพาราว่าเหมือนเป็นการทำลายป่า โดยในที่ประชุมได้เห็นร่วมกันและได้ทำหนังสือถึงฝ่ายสังคมจิตวิทยา เพื่อเสนอแนวทางจัดการพื้นที่ดังกล่าว ดังนี้ 1.กรณีป่าสงวนแห่งชาติสำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1, 2 และพื้นที่อนุรักษ์โซนซีนั้น ในส่วนของต้นยางพาราที่อายุ 1-3 ปี ให้ตัดทิ้งให้หมดในคราวเดียวกัน 2.ต้นยางพาราที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป หรือที่กรีดน้ำยางได้ ให้ทยอยตัดกับปลูกไม้เสริม เพื่อฟื้นคืนสภาพป่า ส่วนไม้ยางพาราที่ใช้เป็นสินค้า มอบให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เป็นผู้ดำเนินการ ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3, 4 และ 5 หรือพื้นที่ที่มีความลาดชันต่ำ ต้นยางที่มีอายุ 1-3 ปี ให้ตัดทิ้งให้หมด ส่วนต้นยางที่มีอายุ 3-7 ปี ที่กรีดน้ำยางได้ให้ทยอยตัด โดยมอบให้กรมป่าไม้เป็นผู้ดำเนินการ ส่วนต้นยางที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป หรือที่กรีดน้ำยางได้ กรณีที่มีตั้งแต่ 500 ไร่ มอบให้ อ.อ.ป.เป็นผู้ดำเนินการ กรณีที่น้อยกว่า 500 ไร่ ให้กลุ่มสหกรณ์หมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้าไปใช้ประโยชน์ ในรูปป่าชุมชน ป่าใช้สอย
นายนิพนธ์กล่าวว่า สำหรับการจัดเก็บรายได้นั้นเสนอว่า ร้อยละ 20 ของรายได้จากการขายน้ำยางและขายไม้ยางพารามอบให้กรมป่าไม้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในกิจกรรมการป้องกันป่า และร้อยละ 20 ให้กองทุนสหกรณ์ในหมู่บ้าน หรือ อบต. สำหรับใช้ในกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และร้อยละ 60 เป็นของผู้ดำเนินการ ส่วนการจัดเก็บรายได้จากการขายน้ำยางและไม้ยางพารา ในกรณีของ อ.อ.ป.เป็นผู้ดำเนินการนั้น ร้อยละ 80 ของรายได้จากการขายน้ำยางและไม้ยางพารานั้น มอบให้ อ.อ.ป. ร้อยละ 20 ที่เหลือ มอบให้กรมป่าไม้
นายนิพนธ์กล่าวว่า กรณีที่เป็นป่าอนุรักษ์นั้น หากอยู่ก่อนประกาศสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าไม้ ตามกฎหมายครั้งแรก หรือก่อนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ที่มีประมาณ 320,000 ไร่ ให้ดำเนินการตามมาตรการและแนวทางตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งไม่มีการดำเนินการจับกุมแต่อย่างใด ส่วนกรณีอยู่หลังมติ ครม. 30 มิถุนายน 2541 นั้น กรณีต้นยางอายุ 1-3 ปี ให้ตัดให้หมดในคราวเดียวกัน และฟื้นฟูสภาพป่า กรณีต้นยางพาราอายุ 3 ปีขึ้นไป ให้ฟื้นฟูสภาพป่า โดยเลือกตัดไม้ยางเท่าที่จำเป็นต่อการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพป่าและดำเนินการปลูกป่าเสริม เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ
"นอกจากนี้ ยังเสนอด้วยว่า เนื่องจากปัจจุบัน พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2505 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ไม่มีบทบัญญัติให้ข้าราชการหรือราษฎรมีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หากจำเป็นต้องมีการใช้ประโยชน์จากต้นยางพาราดังกล่าว ทส.ต้องแก้ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย" นายนิพนธ์กล่าว
อธิบดีกรมอุทยานฯกล่าวว่า ความจริงการที่กรมอุทยานเข้าไปดำเนินการตัดไม้ยางพารา ที่ปลูกบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาตินั้น ทำถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายทุกอย่าง เพราะก่อนหน้านี้เคยให้ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้ว ต้นยางถือเป็นอาสิน เป็นสิ่งแปลกปลอม ไม่ใช่ธรรมชาติในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ดังนั้น การฟันทิ้งและปลูกพืชประจำถิ่น เพื่อฟื้นฟูป่าเป็นสิ่งที่ทำถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่เมื่อมีการท้วงติงด้วยความห่วงใย ทาง ทส.จึงได้นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา
"เวลานี้เราตรวจสอบพื้นที่ป่าอนุรักษ์พบว่า มีการบุกรุกเข้าไปปลูกยางพารามากถึง 1,080,000 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่อยู่ภายในมติ ครม. 30 มิถุนยาน 2541 ถึง 3 แสนไร่ พื้นที่นี้จะไม่เข้าไปดำเนินการใดๆ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ชัดเจน และยังพบอีกว่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาตินั้น มีการบุกรุกเข้าไปปลูกยางพารามากถึง 3 ล้านไร่ ถือเป็นภารกิจหนักที่ทั้งกรมอุทยานและกรมป่าไม้จะต้องเอาพื้นที่เหล่านี้กลับคืนมาให้เป็นป่าธรรมชาติต่อไป" นายนิพนธ์กล่าว
ด้านนายดำรงค์ พิเดช ที่ปรึกษากลุ่มสังคมจิตวิทยา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า สิ่งที่กรมอุทยานฯทำคือ การตัดต้นยางพาราที่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทิ้งนั้น เป็นสิ่งที่ทำถูกต้องแล้ว หรือการค่อยๆ ตัดโดยปลูกไม้ยืนต้นอื่นๆ แซมก็ทำได้ แต่การจะให้ใครๆ เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่อ เช่น มากรีดยางต่อ แล้วนำรายได้มาแบ่งปันกันนั้น ถือว่าขัดกับกฎหมายอุทยานแห่งชาติชัดเจน ตนคิดว่าไม่สามารถทำได้ และคงมีหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
วันเดียวกัน นายธรรมรัฐ วงศ์โสภา ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ร่วมกับ นายวัฒนา มาปุก ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และป้องกันทรัพยากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ที่ 3 ร.อ.ชัยวัฒน์ จันลี ฝอ.3 ร้อย อส.ร.9 พัน 1 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ นำกำลังตรวจสอบบ้านพักตากอากาศหรู เลขที่ 59/1 หมู่ 3 ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี พบ นายกิมหลอย ช่างเจริญ อายุ 57 ปี ผู้ดูแล
จากการตรวจสอบพบว่า บ้านพักตากอากาศปลูกสร้างติดกัน 3 หลัง ตั้งอยู่ริมหน้าผา มองจากด้านบนเห็นทะเลสาบอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้เครื่องจีพีเอสวัดพิกัดเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 58 ตารางวา เดิมมีสภาพเป็นป่าไผ่ อยู่นอกแปลงสำรวจถือครองตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2541 และอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำสำคัญของประเทศ ดังนั้น ผู้ครอบครองจึงกระทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.กรมอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 จึงบันทึกตรวจยึดบ้านพักตากอากาศ ก่อนเข้าแจ้งความที่ สภ.ศรีสวัสดิ์ ร้องทุกข์กล่าวโทษเอาผิดกับเจ้าของบ้าน พร้อมรายงานให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทราบเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
สำหรับบ้านพักตากอากาศนั้นเป็นของ นายโชคชัย ศุภวานิช อายุ 72 ปี อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด หรือนมตรามะลิ ที่ จ.พิษณุโลก เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทหาร และตำรวจ โดยการนำของ นายมานพ สายอุ่นใจ ผอ.สำนักอนุรักษ์จัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 4 สาขาพิษณุโลก เข้าตรวจยึดลานเฮลิคอปเตอร์ ของสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ มี พระเกษม อาจิณณสีโล เป็นเจ้าอาวาส โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพิกัดเปรียบเทียบกับภาพถ่ายทางอากาศพบว่า อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยเนื้อที่ถูกบุกรุก รวม 1 ไร่ 1 งาน 44 ตารางวา ระหว่างการตรวจยึด นายธรรมรัตน์ ถวิล อายุ 32 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ จ.ตราด ออกมายอมรับเป็นผู้ก่อสร้าง เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมแจ้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ โดยนายธรรมรัตน์นำเงินสด 3 แสนบาทขอประกันตัวออกไป
นายธรรมรัตน์กล่าวว่า ได้ลงทุนเทปูนเพื่อทำลานจอดเฮลิคอปเตอร์ให้กับวัดป่าสามแยก เนื่องจากพระเกษมมีอาการเมารถเวลาเดินทางไปรักษาตัว ในฐานะลูกศิษย์ที่มีความเลื่อมใสจึงได้ลงทุนเทลานปูนเพื่อเป็นที่ลงจอดเฮลิคอปเตอร์ของโรงพยาบาลกรุงเทพ โดยดำเนินการแล้วเสร็จมาได้ราว 2 เดือนเศษ และมีการบินขึ้นลงของเฮลิคอปเตอร์เกือบ 10 เที่ยวบินแล้ว
ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 23 ส.ค. 2557 (กรอบบ่าย) ภาพประกอบ : www.chaipat.or.th