ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 24 ปีที่ 1 ครั้งที่ 13 (สมัยสามัญทั่วไป) วันพุธที่ 28 กันยายน 2554 ลงมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับการใช้ที่ดิน การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนส่งเสริม บำรุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อม
กมธ.คณะนี้ประชุมครั้งแรกเมื่อ 5 ตุลาคม 2554 มี นายนริศ ขำนุรักษ์ เป็นประธาน ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ เป็นรองประธาน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, นายสาธิต วงศ์หนองเตย เป็นกรรมาธิการที่ปรึกษา นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข เป็นเลขานุการ ฯลฯ
2 ปี (5 ตุลาคม 2554-17 ตุลาคม 2556) ที่กรรมาธิการทำงาน พ่อผมเล่าว่า ได้งานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างยิ่งประมาณ 150 เรื่อง ตั้งแต่แนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรป่าชายเลน ปัญหาการออกเอกสารสิทธิในที่ทำกินของราษฎร ปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการประกอบการของเอกชนและรัฐ โฉนดชุมชน การลักลอบทิ้งน้ำปนเปื้อนสารเคมีลงท่อระบายน้ำสาธารณะ การบุกรุกพื้นที่ป่า ฯลฯ
พ่อผมเคยบ่นว่า เป็นกรรมาธิการเองก็อึดอัดคัดใจ เพราะที่ผ่านมาก็ยังแก้ไขอะไรไม่ได้มาก มีแต่รับรู้ปัญหา จนกระทั่งได้สนทนากับนายชลทิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนใหม่ ก็ทำให้มีความหวัง ในเรื่องอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของเรา
ซึ่งอยู่ในพื้นที่ถึง 323,488.32 ตร.กม. หรือ 202,180,218 ไร่ จะได้รับการดูแลดีขึ้นและได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพื้นที่ชายทะเลฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันที่ยาวถึง 3,148 กม. จะไม่มีใครเอาไปออกเอกสารสิทธิกันอีก
2 ปีที่ทำงาน คณะ กมธ.คณะนี้เดินทางไปตรวจงานในประเทศมากถึง 22 ครั้ง บางครั้งไปดูปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง บางทีไปดูปัญหาบริษัทเอกชนมักง่ายไม่บำบัดของเสีย แอบเอาไปทิ้งให้ไหลไปลงทะเล พวกผมก็ตามพ่อไปดูงานอะไรพวกนี้อยู่บ่อยๆ เห็นแล้วก็มานั่งนึกว่า งบประมาณของกรมที่ดูแลงานขนาดใหญ่ + คน ไม่พอจริงๆ อย่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนี่ ทราบว่ามีข้าราชการอยู่เพียง 400 คน รวมลูกจ้างด้วยอะไรด้วย มีไม่ถึงสองพัน งบประมาณทั้งปี 1.2 พันล้านบาท ส่วนใหญ่ก็ใช้ไปกับเงินเดือน
สิ่งที่สังคมไทยคาดหวัง และผมคิดว่า อธิบดีชลทิศและท่านทั้งหลายในกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะทำได้แน่นอนก็คือ การควบคุมมลพิษและผลผลิตประมงอย่างยั่งยืนและปลอดภัย ทุกวันนี้ บางคนแขยงแขงขนในการทานสัตว์น้ำทะเล โดยเฉพาะสัตว์น้ำทะเลจากจังหวัดที่มีเขตอุตสาหกรรม เพราะไม่มั่นใจในคุณภาพของน้ำว่าเปื้อนพิษมากหรือไม่
ในขณะที่ข้าวมีปัญหา ราคายางพารามีปัญหา รายได้จากอาชีพบนบกของคนไทยบางแห่งเริ่มมีลดลง เราสามารถเพิ่มรายได้และลดต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนคนไทยส่วนหนึ่งได้ด้วยการหาอาหารการกินจากทะเล แต่ต้องหากันอย่างรับผิดชอบ ดังนั้น การให้ความรู้ และการจัดทำข้อมูลทรัพยากรและการใช้ทรัพยากรของประเทศนี้สำคัญมาก จำเป็นต้องทำและเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและการใช้ทรัพยากรระดับชุมชน
ที่เป็นปัญหาที่สุดก็คือ ปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะป่าชายเลนซึ่งในห้วงช่วง 5-6 ปีมานี่ เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในทุกพื้นที่ชายทะเลของประเทศไทย ในยุคการเมืองปกติทั่วไป ขั้นตอนทางราชการทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้า จำนวนหลายกรณี เป็นเรื่องการลูบหน้าปะจมูก ผู้คนจากซีกราชการนั่นแหละร่วมกับนายทุนทำเสียเอง เอาที่ดินของรัฐไปออกโฉนดแบ่งกัน โดยให้ลูกเมียพี่น้องพวกพ้องถือครองที่ดินสาธารณะที่ถูกเอาไปออกเอกสารสิทธิ
ที่น่าเสียดายก็คือป่าชายเลนในหลายจังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 30 ธันวาคม 2530 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 22 สิงหาคม 2543 กำหนดเป็นเขตอนุรักษ์ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติต่างๆ เดี๋ยวนี้มีการบุกรุกและนำไปออกเอกสารสิทธิกันมาก บางรายเอาไปออกโฉนด บางรายเอาไปออก นส.3 ก. เรื่องนี้ผมเชื่อว่ากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในยุคอธิบดีชลทิศจะดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้ง 67 ล้านได้ดี
31 ธันวาคม 2558 ประเทศไทยของเราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ ประชาคมนี้อยู่ตรงกลางของโลก ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์มีมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผมก็เชื่อว่า เราจะเชื่อมงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทยและของอาเซียนให้มีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนได้ครับ.
ที่มา : ไทยรัฐ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ภาพประกอบ : www.chanthaburi.go.th