จากกรณีกลุ่มชาวบ้านและผู้ประกอบธุรกิจประมง คัดค้านการดำเนินกิจการต่อเรือและซ่อมแซมเรือของบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) ที่ชนะการประมูลก่อสร้างอู่ต่อเรือ บริเวณท่าเทียบเรือประมงภูเก็ต ม.๑ ถ.ศรีสุทัศน์ ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต ในพื้นที่กว่า ๖๕ ไร่ ซึ่งเกรงว่าจะเกิดมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ เสียงรบกวน ฝุ่นละออง รวมถึง ผลกระทบต่อชุมชนและสัตว์น้ำในบริเวณดังกล่าว และที่สำคัญต้องตัดไม้ป่าชายเลนที่สมบูรณ์อีกประมาณ ๑๑ ไร่ เพื่อเปิดพื้นที่ดำเนินการนั้น
ล่าสุด วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๓ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งให้ตรวจสอบเงื่อนไขการขออนุญาตใช้พื้นที่ พร้อมมอบให้กรม ทช. โดยอธิบดีโสภณ ทองดี นำคณะลงพื้นที่ทันที เพื่อเจรจาแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ พื้นที่ใดเกินความจำเป็นจะเสนอคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พิจารณาขอคืนพื้นที่อนุญาตเดิมที่ยังคงมีสภาพป่าชายเลนที่สมบูรณ์ เพื่อรักษาไว้ให้ชุมชนใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) กล่าวว่า กรณีมีกลุ่มชาวบ้านและชาวประมง จ.ภูเก็ต ออกมาร้องเรียนและแสดงความกังวลเกี่ยวกับบริษัทเอกชนจะทุ่มเงินลงทุนกว่า ๓๐๐ ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอู่ต่อเรือและซ่อมแซมเรือในพื้นที่ป่าชายเลนที่องค์การสะพานปลาได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยส่วนตัวมีความกังวลเช่นกันถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น การที่หน่วยงานได้อนุญาตให้เอกชน ประชาชน หรือหน่วยงานรัฐเองก็ตามได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวน ก็เพราะมีเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น หากแต่ต้องอยู่ภายในเงื่อนไขและข้อตกลงร่วมกัน
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า หากขอไปแล้วไม่เป็นไปตามข้อตกลง หรือเกินความจำเป็นก็จะต้องขอคืนกลับมาเพื่อสงวนรักษาให้คงสภาพป่าไว้ดังเดิม โดยตนได้หารือกับนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส. ถึงแนวทางการแก้ไขและยุติปัญหา ซึ่งย้ำเรื่องความถูกต้อง โปร่งใส และยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ อีกทั้งการพิจารณาต้องไม่เอื้อประโยชน์ให้ใครหรือกลุ่มคนใดเด็ดขาด
“ทรัพยากรธรรมชาติมีอย่างจำกัด แต่ความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ กลับมีอยู่อย่างไม่จำกัด ความต้องการที่ดินป่าไม้ทำประโยชน์มีมาก หากจะขอก็ต้องขอแค่เพียงพอตามความจำเป็นเพื่อสาธารณะประโยชน์เท่านั้น การพัฒนาบ้านเมืองตลอดจนการสร้างอุตสาหกรรมการลงทุนจะมองเพียงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่ใส่ใจให้ความสำคัญต่อด้านการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้อย่างเด็ดขาด” รมว.ทส.กล่าว
ด้านนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส.กล่าวว่า หลักเกณฑ์ในการอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ทางคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตนเป็นประธานคณะกรรมการ จะพิจารณาให้อนุญาตตามความจำเป็นและความเหมาะสมของการใช้ประโยชน์พื้นที่ สำหรับกรณีนี้ตนมีความเห็นตรงกับ รมว.ทส.ในการพิจารณาขอคืนพื้นที่ป่าสมบูรณ์จำนวนประมาณ ๑๙๘ ไร่ ที่ทางองค์การสะพานปลาไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยจะเสนอคณะกรรมการฯ ดังกล่าวพิจารณา
นายจตุพรกล่าวต่อว่า ตนได้กำชับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ตรวจสอบและสำรวจให้ละเอียดว่าเนื้อที่ป่าชายเลนที่ต้องพิจารณาขอคืนมีเนื้อที่เท่าใด และอยู่บริเวณใด อีกทั้งให้หารือกับองค์การสะพานปลาถึงแผนการดำเนินงาน หากไม่ตรงตามวัตถุประสงค์หรือขัดแย้งกับเงื่อนไขแนบท้ายประกาศ ให้เสนอตนเพื่อพิจารณาดำเนินการเสนอคณะกรรมการฯ ต่อไป
ขณะที่นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ร่วมกับ นายอภิชัย เอกวนากุล รักษาราชการแทนรองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, นายวงศกร นุ่นชูคันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต, นายวัฒนพงษ์ สุกใส ผู้อำนวยการ สนง.ทสจ.ภูเก็ต, นายชาญวิทย์ กันยา ผู้อำนวยการกองกฎหมาย และนายประถม รัสมี ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ ๖ ร่วมพบกลุ่มชาวบ้านและชาวประมงในพื้นที่ ว่าองค์การสะพานปลาได้รับอนุญาตโดยกรมป่าไม้ให้เข้าใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเลนคลองเลน คลองบางชีเหล้า และป่าคลองท่าจีน เนื้อที่ประมาณ ๓๗๐ ไร่ เพื่อสร้างท่าเทียบเรือประมงและกิจการอื่นๆ ตามวัตถุประสงค์ขององค์การสะพานปลา อุตสาหกรรมประมง และกิจการต่อเนื่องประมง ห้องเย็น โรงน้ำแข็ง ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ก.ค. ๒๕๕๕ ถึงวันที่ ๒๙ ก.ค. ๒๕๘๕ รวมระยะเวลา ๓๐ ปี โดยเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตระบุไว้ชัดเจนให้ใช้พื้นที่เพื่อกิจการที่ขอใช้เท่านั้น จะนำไปใช้ในกิจการอื่นมิได้
นายโสภณเผยอีกว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีอำนาจในการอนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนหรือป่าชายเลนอนุรักษ์ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งมีผลบังคับใช้ภายหลังจากกรมป่าไม้ได้อนุญาตแล้ว อย่างไรก็ตาม ได้ลงพื้นที่ในวันนี้ (๘ ก.ย. ๒๕๖๓) เพื่อหารือและรับฟังข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชนและกลุ่มชาวประมงในพื้นที่ กว่า ๕๐๐ คน เพื่อหาข้อยุติและแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะได้นำข้อเรียกร้องไปพิจารณาเสนอผู้บริหาร และคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติพิจารณาส่งคืนพื้นที่ป่าสมบูรณ์จำนวน ๑๙๘ ไร่ต่อไป
“ในส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินขององค์การสะพานปลาจำนวน ๑๕๑ ไร่ ที่มีการพัฒนาและลงทุนไปแล้วก็ยังมีสิทธิ์ตามที่ได้รับอนุญาต ต่อไปจนครบอายุสัญญา หากแต่กรมฯ ไม่เห็นชอบในการสร้างอู่ต่อเรือที่พบว่าจะต้องมีการทำลายป่าชายเลนที่สมบูรณ์กว่า ๑๑ ไร่ ทั้งนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่มั่นใจว่า กรมฯ จะเร่งรัดดำเนินการเรื่องนี้อย่างยุติธรรมและโปร่งใส” อธิบดีโสภณ กล่าว
Ref. https://mgronline.com/politics/detail/9630000091999