DMCR NEWS

ทส. จับมือกองทัพอากาศ สร้างความร่วมมือให้บริการข้อมูลภูมิสารสนเทศ พัฒนาทรัพยากรน้ำยั่งยืน

  • 17 ก.พ. 2564
  • 231
ทส. จับมือกองทัพอากาศ สร้างความร่วมมือให้บริการข้อมูลภูมิสารสนเทศ พัฒนาทรัพยากรน้ำยั่งยืน

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมกองทัพอากาศ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการให้บริการข้อมูลภูมิสารสนเทศ เพื่อใช้เป็นกรอบความร่วมมือด้านการให้บริการข้อมูลสารสนเทศ และประโยชน์ด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นการบูรณาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และพลอากาศเอก แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการให้บริการข้อมูลภูมิสารสนเทศ ณ ห้องรับรองพิเศษ 1 กองบัญชาการกองทัพอากาศ เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

การลงนามบันทึกความเข้าใจตามกรอบความร่วมมือดังกล่าว ถือเป็นการส่งเสริม สนับสนุน และประสานความร่วมมือ ให้เกิดประโยชน์ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ การจัดทำข้อมูลอุตุ-อุทกวิทยา การพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนความรู้และทรัพยากร อีกทั้งเป็นการส่งเสริมงานวิจัยเพื่อกระตุ้นการสร้างขีดความสามารถ ตอบสนองความต้องการและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ ให้มีคุณภาพ มาตรฐานและปริมาณที่สอดคล้องกับความต้องการของทั้งสองหน่วยงาน

กรมทรัพยากรน้ำจะสนับสนุนและให้บริการข้อมูลสารสนเทศในพื้นที่ดำเนินการ สนับสนุนข้อมูลการตรวจวัดสภาพน้ำทางไกลอัตโนมัติ (Telemetry System) ข้อมูลคาดการณ์ค่าความชื้นในดินจากระบบ (Mekong River Commission Flash Flood Guidance System) ข้อมูลสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยน้ำหลากในเขตพื้นที่ลาดเชิงเขาจากระบบ Warning System ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลอุทกวิทยา และข้อมูลปริมาณน้ำใช้การได้ ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ในส่วนของกองทัพอากาศ จะสนับสนุนและให้บริการข้อมูลภูมิสารสนเทศ เพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการบรรเทาสาธารณภัยอันเกิดจากอุทกภัยหรือภัยพิบัติ จากธรรมชาติในพื้นที่ดำเนินการตามที่กรมทรัพยากรน้ำขอรับการสนับสนุน

การแสดงเจตนารมณ์ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจของทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยจะมีการทบทวนบันทึกความเข้าใจทุกๆ 2 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินการจะช่วยผลักดันให้การดำเนินงานภายใต้ข้อมูลภูมิสารสนเทศมีคุณภาพ สามารถบรรเทาสาธารณภัยอันจะเกิดจากอุบัติภัยหรือภัยพิบัติจากธรรมชาติ เกิดเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่มี ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

ที่มา: สยามรัฐออนไลน์

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง