"ชายฝั่ง"...เป็นระบบนิเวศสำคัญ เป็น "กันชน" ภัยพิบัติธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ แต่ทุกวันนี้ประเทศไทยกำลังสูญเสียพื้นที่สำคัญนี้จากการถูกทะเล "กัดเซาะ" ซึ่งปัญหานี้จัดเป็น "วิกฤติ" ระดับประเทศ!!!
ข้อมูลของ "กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง" หรือ "ทช." พบว่า ประเทศไทยมีแนวชายฝั่งทะเล 3,148 กิโลเมตร มีพื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะรุนแรง 830 กิโลเมตร แบ่งเป็นฝั่งอันดามัน 100 กิโลเมตร และฝั่งอ่าวไทย 730 กิโลเมตร พื้นที่ที่มีการกัดเซาะขั้นวิกฤติมี 44 จุด ใน 19 จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน หลายพื้นที่มีอัตราการกัดเซาะและสูญเสียพื้นที่ตั้งแต่ 5 เมตร จนถึง 30 เมตรต่อปี
งานวิจัยของ ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งติดตามการ กัดเซาะชายฝั่งมากว่า 20 ปี ค้นพบว่า มีปัจจัยมากมายที่ก่อให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง อย่าง "หาดโคลน" มาจากการที่ตะกอนปากแม่น้ำจากลุ่มเจ้าพระยาลดลงกว่าร้อยละ 70 สืบเนื่องจากการสร้างเขื่อนต้นน้ำและการชลประทาน ส่งผลให้ปริมาณตะกอนปากแม่น้ำพอกพูนน้อยลง ทำให้ "สมดุลตะกอน" ผิดเพี้ยน นำไปสู่การกัดเซาะในที่สุด นอกจากนั้นการทรุดตัวของแผ่นดินบนพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน ยังทำให้ปัจจัยการกัดเซาะรุนแรงมากขึ้น สาเหตุมาจากการสูบ "น้ำบาดาล" ขึ้นมาใช้ ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิดการกัดเซาะใน "หาดทราย" เป็นเพราะตะกอนถูกรบกวนด้วยโครงสร้างที่รุกล้ำลงไปในทะเล และเป็นตัวดักตะกอนไปโดยปริยาย เช่น "เขื่อนกันทรายปากแม่น้ำ" ทำให้ตะกอนที่พัดพาในฤดูกาลถูกกักไว้บริเวณสันเขื่อน ส่งผลให้ชายหาดที่อยู่ใกล้เคียงได้รับตะกอนทรายลดลงและ ถูกทะเลกัดเซาะชายฝั่งลึกเข้ามาเรื่อยๆ
หนึ่งในตัวอย่างชาวบ้านที่สะท้อนความ "เจ็บช้ำ" จากปัญหานี้ได้อย่างดี คือ ที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหา "คลื่นลม" และ "น้ำทะเล" กัดเซาะบริเวณชายฝั่งอย่างหนัก มีแผ่นดินหายไปกว่า 127 กิโลเมตร ชายฝั่งทะเลที่ทอดยาวจากปากอ่าวรูปตัว ก. จรดชายทะเลด้ามขวาน กำลังเผชิญปัญหาน้ำทะเลรุกคืบ "กลืนกิน" ผืนแผ่นดิน ชาวประมงนับร้อยครอบครัวต้องทิ้งถิ่นฐาน เพราะถูกน้ำทะเลรุกไล่
ชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะจากบ้านปากพระยา ต.ท่าซับ อ.เมือง และจาก ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ให้ข้อมูลในเวทีเสวนาการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อหาทาง ออกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืนที่ จ.นครศรีธรรมราช ที่จัดโดย "ทช." เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ถูกน้ำทะเลกัดเซาะทุกปีๆ จนไม่มีที่อยู่แล้ว ปีหนึ่งๆ โดนน้ำทะเลรุกเข้ามา 2-3 ร้อยเมตร ชุมชนประมงริมชายหาดกว่าร้อยหลังคาเรือน ต้องถอยร่นข้ามถนนหนีน้ำ ปล่อยที่ดินมีโฉนดให้จมหายไปกับคลื่นลมมรสุม
ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งจากการกัดเซาะไปแล้วกว่าหนึ่งแสนไร่ บางหมู่บ้าน "สูญหาย" ไปจากแผนที่ประเทศไทยแล้ว ชาวบ้านต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเพื่อหนีน้ำกันหลายครั้ง ขณะที่ภาครัฐเสีย งบประมาณในการแก้ไขปัญหาไปหลายหมื่นล้านบาท แต่ก็ทำได้อย่างล่าช้า หนำซ้ำการแก้ไขปัญหาแบบ "เฉพาะจุด" กลับเร่งเร้าให้การกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งขยายวงกว้างขึ้น
สวนทางกับการรุกคืบของทะเลที่เป็นไปแบบเชื่องช้า..... ทว่า "เกรี้ยวกราด" และทิ้งไว้เพียงความ "เจ็บปวด" ให้กับชาวบ้าน!!!
"ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" ผู้เชี่ยวชาญด้านทะเล ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ "สปช." บอกว่า ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งในเมืองไทยแบ่งความรุนแรงเป็น 3 ระดับ คือ เบา กลาง และรุนแรง ในกลุ่มที่รุนแรงนั้นโดนกัดเซาะเกิน 15 เมตรต่อปี
"ใครไม่มีที่ดินอยู่ริมทะเล หรือชายฝั่ง อาจไม่รู้เลยว่าปัญหานี้มันโหดร้ายเพียงใด ที่ต้องมาเห็นที่ดินของเราหายไปเรื่อยๆ จนหมด ชาวบ้านไม่มีทางถอยเพราะข้างหลังมันก็ที่ดินคนอื่น เป็นถนน ข้างหน้าก็เป็นทะเล" ธรณ์ กล่าว
เขาบอกด้วยว่า การกัดเซาะชายฝั่งบ้านเรามี 2 แบบ คือ 1.เกิดขึ้นเพราะธรรมชาติ ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับสภาพ และ 2.เกิดจากสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ที่รุกล้ำลงไปในทะเลเพื่อหวังป้องกัน แต่ดันกลับไปเพิ่มปัญหา เช่น หาดทราย ก. โดนกัดเซาะก็สร้างสิ่งป้องกัน หาดทราย ข.ก็สร้างบ้าง ก็ยิ่งสร้างปัญหา เพราะทำให้ระบบกระแสน้ำ หรือลมเปลี่ยน กลายเป็นปัญหาไปถึงหาดทราย ค. ซึ่งก็สร้างเครื่องป้องกันบ้าง กระทบกันไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ ลุกลามเป็น "ลูกโซ่"
"ธรณ์" บอกว่า มีความพยายามแก้ไขปัญหาหลายครั้ง แต่ไม่ชัดเจน ล่าสุดคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สปช. มีแนวคิดที่ว่า "แทนที่เราจะสร้างอะไรเข้าไป ถ้าเราไม่สร้างจะดีกว่าหรือไม่" โดยมีออปชั่น หรือ "ทางเลือกใหม่" 4 รูปแบบให้ชาวบ้านเลือก คือ
1.ทำอย่างที่เราเคยทำ แล้วก็มีปัญหา คือ สร้างเขื่อน สร้างอะไร ต่างๆ ไปป้องกันการกัดเซาะ แล้วก็เกิดปัญหาต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
2.ไม่สร้างได้หรือไม่ ยอมโดนกัดเซาะ
3."รื้อ" สิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาออก
4.ถ้าบางอย่างรื้อไม่ได้ หรือมีความจำเป็นต้องสร้าง เช่น ท่าเรือน้ำลึก ก็ใช้วิธี "เวนคืน" ได้หรือไม่ เช่น ถ้าศึกษาพบว่าจะสร้างท่าเรือน้ำลึกบริเวณใด แล้วไปกระทบกับพื้นที่ใด เราก็เวนคืนพื้นที่ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะ แทนที่จะปล่อยให้ชาวบ้านมีปัญหาในภายหลัง นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมี พ.ร.บ.การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ให้อำนาจ "รื้อถอน" อะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงจากการกัดเซาะชายฝั่ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลรายนี้บอกว่า เราต้องการให้ชาวบ้านมีสิทธิ์เลือกว่าจะใช้ทางเลือกใด ชุมชนตกลงกันเอง ภาครัฐสนับสนุนวิชาการ ไม่ใช่ไปบังคับเลือกให้เขา ตอนนี้มี 2 ช่องทางที่ทำได้ คือ 1.รื้ออะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงจากการกัดเซาะชายฝั่ง และ 2.มีทางเลือกให้ชุมชน จากเดิมที่ชุมชนรับอย่างเดียว รัฐก็สร้างอย่างเดียว ซึ่งไม่เคยแก้ปัญหาได้ ซ้ำยังสร้างปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ
"ปัญหานี้ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี ในการแก้ไข อย่างน้อยช่องทางเหล่านี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่บอกให้รู้ว่ายังมีแสงแห่งความหวัง" ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย
การกัดเซาะชายฝั่งกำลังเป็น "วาระแห่งชาติ" ที่มีการบูรณาการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ แม้ไม่อาจทวงแผ่นดินที่หายไปกับ "คลื่นลม และน้ำทะเล" คืนมาได้ แต่อย่างน้อยน่าจะเป็นความหวังให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบอุ่นใจได้บ้างว่า "บ้าน" ของพวกเขาคงไม่ถูก "กลืนกิน" หายไปอีก
Ref. แนวหน้า ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558 /daily.bangkokbiznews.com (ภาพประกอบ)