กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

ปฏิรูปอุทยานทางทะเล

  • 6 พ.ค. 2558
  • 1,304
ปฏิรูปอุทยานทางทะเล

          เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นร้อนด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยที่โดดเด่นเกิดขึ้นในทะเลฝั่งอันดามัน เมื่อมีกระแสในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับความเสียหายของแนวปะการังที่เกาะตาชัย หมู่เกาะสิมิลัน ตามด้วยจดหมายเปิดผนึกของ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ จนเกิดกระแสสังคมติดตามมา เรียกร้องให้มีการปฏิรูปอุทยานแห่งชาติทางทะเล และได้มีการจัดประชุมขึ้นตามที่ต่างๆ จนถึงครั้งล่าสุดที่กรมอุทยานแห่งชาติเป็นผู้จัดขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่าย

          ผมในฐานะคนเขียนจดหมายเปิดผนึก (แฮ่ม!) จึงอยากจะขอคั่นการท่องเที่ยวของหนูดาวสัก 1 ตอน เชื่อว่าคุณผู้อ่านคงไม่ว่าอะไร เนื่องจากเราทำเช่นนี้เป็นประจำ อีกทั้งทรัพยากรในเมืองไทยที่กำลังตกอยู่ในวิกฤติ ย่อมสำคัญกว่าการท่องเที่ยวลั้ลลาในต่างแดน จึงอยากนำลำดับเหตุการณ์ให้เป็นที่เข้าใจตรงกันครับ

          เรื่องเริ่มจากการสำรวจหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลอันดามันเพื่อเตรียมการนำเสนอเป็นมรดกโลก ตามที่ผมเคยเล่าให้ฟังไปบ้างแล้ว การสำรวจดังกล่าวพบว่าแนวปะการังหลายแห่งอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมมาก จนท้ายสุด ทีมงานมาถึงเกาะตาชัย ใช้ทั้งโดรนและการดำน้ำสำรวจ พบว่ามีปะการังน้ำตื้นบริเวณหน้าหาดตายอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีการโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กทำให้หลายต่อหลายคนสงสัยว่าตายจริงไหม

          เมื่อกระแสสังคมสงสัย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงส่งทีมงานไปสำรวจแนวปะการังให้เป็นที่เข้าใจตรงกันผลจากการสำรวจในวันที่ 11 มีนาคม 2558 ระบุว่าปะการังตาย 64-73% เรื่องนี้จึงเป็นอันชัดเจนว่า ปะการังตายจริงและตายเยอะด้วย

          ก่อนหน้านั้นผมได้ทำจดหมายเปิดผนึก โดยเริ่มต้นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมได้รับแจ้งจากเพื่อนๆ ผู้รักและห่วงใยทะเลมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องและเป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับการจัดการด้านการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลหลายเรื่องประเด็นของสังคม จนกลายเป็นข่าวที่มีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก เช่น กรณีเล่นปลานีโมที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา-อาดังราวี กรณีเรือเลี้ยงปลาทะเลที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี กรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติจับสัตว์น้ำมากินและมาเล่นในอุทยานแห่งชาติอีกหลายต่อหลายแห่ง ฯลฯ

          บางกรณียังไม่เป็นประเด็นข่าว แต่เป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึง และเริ่มจะเป็นประเด็นที่ชัดเจนในอนาคตอันใกล้ เช่นกรณีการท่องเที่ยวที่เกาะตาชัย กรณีเรือประมงลักลอบจับปลาในอุทยานแห่งชาติทางทะเล ฯลฯ

          ประเด็นข่าวเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่มีที่มาจากหลายกลุ่ม ทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไป ผู้ประกอบการ กลุ่มช่างภาพใต้น้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านทะเล นักวิชาการรุ่นใหม่ องค์กรภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลบางท่าน ฯลฯ ประเด็นที่มาจากหลากหลายกลุ่ม หลากหลายสาเหตุ หลากหลายสถานที่ หลากหลายเวลา และเป็นประเด็นที่เปิดกว้างสู่สังคมผ่านโซเชียลมีเดีย ถือเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจและสมควรพิจารณาในรายละเอียด

          ในฐานะประธานอนุกรรมการปฏิรูปทะเลไทย สภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมได้จัดประชุมคณะอนุกรรมาธิการ 12 ครั้ง เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล ตลอดจนการลงพื้นที่ และ/หรือ ขอให้อนุกรรมาธิการและทีมงาน ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เช่น หมู่เกาะสิมิลัน เกาะตาชัย หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะพีพ ฯลฯ นอกจากนี้ผมยังมีโอกาสเข้าพบท่านรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลแนวทางการดำเนินงานในด้านต่างๆ รวมถึงการอนุรักษ์ทะเลไทย ผมจึงใคร่ขอสรุปการประมวลข้อมูลต่างๆ ดังนี้

          สภาพทรัพยากรทางทะเลโดยเฉพาะแนวปะการังในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลฝั่งอันดามันกำลังมีปัญหาอย่างเห็นได้ชัด เช่น ปะการังในจังหวัดพังาอยู่ในสภาพเสียหายถึงเสียหายมาก ร้อยละ 37 (ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) และไม่ปรากฏว่ามีแผนดำเนินการใดๆ ที่จะฟื้นฟูหรือแก้ปัญหาเหล่านี้

          ปัญหาของปะการังบางส่วนเกิดจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ใน พ.ศ.2553 ซึ่งในขณะนั้น กระทรวงทรัพยากรฯ ได้ออกคำสั่งให้ปิดจุดดำน้ำบางแห่งเพื่อให้ปะการังฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน ปะการังบางพื้นที่ยังไม่ฟื้นตัว แต่กลับมีการใช้ประโยชน์ในการท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง เช่น อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ฯลฯ

          การจัดการด้านการท่องเที่ยวที่ไม่เป็นไปตามแผนหรือยุทธศาสตร์ ทั้งที่การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์แรกคือเพื่อการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรเพื่อเป็นสมบัติของชาติอย่างไรก็ตาม พื้นที่ในอุทยานแห่งชาติทางทะเลหลายแห่งถูกนำไปใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวอย่างมาก จนเกิดผลกระทบจนเป็นหลายประเด็นที่ปรากฏต่อสาธารณะ

          ผมขอยกตัวอย่าง "เกาะตาชัย" อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เมื่อพิจารณาตามการศึกษาวิจัย ไม่เคยมีแผนแม่บทอุทยานแห่งชาติ งานวิจัย หรือใดๆ ที่ระบุว่า "เกาะตาชัยเหมาะสมต่อการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่" ในทางกลับกันข้อมูลสรุปตรงกันว่า เกาะตาชัยเป็นพื้นที่ซึ่งสมควรสงวนรักษาให้เป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ ควรมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด แต่ในสถานที่เช่นี้ กลับมีการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวเป็นจำนวนหลายร้อยคนต่อวัน โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

          ตามประกาศอุทยานแห่งชาติ จำนวนนักท่องเที่ยวที่อนุญาตให้เข้าเที่ยวที่เกาะตาชัยคือ 70 คน/ช่วงเวลา ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุไว้ชัดเจนว่า ระหว่างที่สำรวจในวันที่ 11 มีนาคม มีเรือ 32 ลำในเวลาเดียวกัน ผูกทุ่นเพียง 8 ลำ ที่เหลือใช้วิธีสมอทำให้ปะการังเสียหายหนักนักท่องเที่ยวบริเวณชายหาดเชื่อว่าอาจมีมากถึง 500 คน

          นอกจากนี้ ผมมีโอกาสบินสำรวจการท่องเที่ยวในอุทยานทางทะเล เช่น หมู่เกาะพีพี ร่วมกับทีมงาน Sky Report เราพบการท่องเที่ยวที่หนาแน่นในบริเวณแนวปะการังที่บอบบาง การขับเรือผ่านแนวปะการังที่ส่งผลให้ตะกอนทรายฟุ้งกระจาย ฯลฯ ที่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการังในหลายบริเวณ โดยไม่มีระบบการควบคุมดูแลใดๆ

          การจัดทรัพยากรทางทะเลและการท่องเที่ยวทางทะเลในเขตอุทยานแห่งชาติ ขาดผู้ที่มีความรู้ความชำนาญด้านทะเลอย่างแท้จริง โดยจะเห็นว่า บุคลากรเกือบทั้งหมดไม่ได้มีการศึกษาหรือความเชี่ยวชาญในด้านทะเล แต่มีความเชี่ยวชาญในด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เป็นที่ทราบกันมานาน และเป็นมาตรฐานสากลว่า การจัดการทรัพยากรทางทะเลเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนจำเป็นต้องใช้ผู้ที่มีพื้นฐานความรู้ความชำนาญด้านนี้

          ระบบการตรวจสอบดูแลทรัพยากรทางทะเลและการท่องเที่ยวไม่ชัดเจน ทำให้มีการจับกุมการกระทำผิดน้อย จนเกิดเป็นประเด็นต่างๆ ในสังคม และจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีแนวทางใดที่ชัดเจนในการปรับปรุงระบบดังกล่าว ระบบการจ่ายค่าธรรมเนียมอุทยาน ตลอดจนการอนุญาตกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล ไม่ชัดเจนและโปร่งใส ทำให้เปิดช่องในการกระทำที่มิชอบ รวมถึงมีการนำอุทยานแห่งชาติทางทะเล อันเป็นสมบัติของชาติ ไปใช้เพื่อหาประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ อันเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมาตลอด

          ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ และอื่นๆ อีกมาก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด "วิกฤติการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทางทะเล" ทำให้เกิดกระแสสังคมที่อาจต่อเนื่องไปจนทำให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรงในการอนุรักษณ์และการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศไทย จนอาจทำให้การปฏิรูปประเทศไทยในส่วนนี้เกิดความติดขัด ผมจึงใคร่ขอเสนอแนะการ "จัดระเบียบอุทยานทางทะเล" ดังนี้

          ใคร่ขอเสนอให้มีการผลักดันให้โครงการ "นำเสนออันดามันเป็นเขตมรดกโลก" เกิดความชัดเจน ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อย และได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โครงการปฏิรูปดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการยกระดับการดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลให้ได้มาตรฐานโลก และทำให้เกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านนี้กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในประชาคมอาเซียน

          ใคร่ขอเสนอให้มีการยกระดับประเด็นนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนมีการจัดสัมมนาในวงกว้าง เพื่อรวบรวมความรู้ความชำนาญและประสบการณ์จากบุคคลหลากหลาย เช่น สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ภาคประชาชนผู้สนใจ ฯลฯ เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา

          ใคร่ขอเสนอให้อุทยานแห่งชาติทางทะเล กระทำตามแผนแม่บทตลอดจนการวิจัยต่างๆ ด้วยการอนุรักษ์พื้นที่ซึ่งสมควรอนุรักษ์ ลดหรือหยุดการท่องเที่ยวที่ไม่เป็นไปตามแผนอย่างเร่งด่วน เลิกประชาสัมพันธ์การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ซึ่งสมควรสงวนรักษาให้เป็นมรดกสำหรับคนรุ่นต่อไป รายละเอียดต่างๆ ของพื้นที่เหล่านั้น อยู่ในแผนแม่บทของอุทยานแห่งชาติ และแผนอื่นๆ ตลอดจนงานวิจัยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น แผนจัดการระบบนิเวศแนวปะการัง (สผ.) แผนการฟื้นฟูปะการังที่เสื่อมโทรมเนื่องจากกรณีปะการังฟอกขาว (ทช.)

          ใคร่ขอเสนอให้มีการปรับปรุงระบบตรวจสอบและควบคุมการกระทำผิดในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล เช่น รายงานการตรวจการณ์และจับกุม จัดทำศูนย์รับแจ้งเหตุ เปิดเผยข้อมูลเพื่อความโปร่งใส พัฒนาระบบอนุญาตและการเก็บค่าธรรมเนียม ในการประกอบกิจกรรมในอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ เพื่อให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดูแล

          ใคร่ขอเสนอให้ปรับปรุงการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติทะเล โดยให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านการจัดการอุทยานแห่งชาติทางทะเลเข้าไปมีบทบาทโดยตรง และเร่งฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

          ใคร่ขอเสนอให้มีการตรวจสอบกิจกรรมการท่องเที่ยวและการบริการในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและท้องถิ่น

          ในนามของคนที่ติดตามความเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรทางทะเลมาตลอด ผมขอเน้นย้ำว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน สามารถเรียกว่า "วิกฤติการท่องเที่ยวทางทะเลในเขตอทุยาน" อย่างแท้จริง และจะเป็นวิกฤติที่มิอาจเยียวยาได้ หากไม่มีการจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างฉับไวและเฉียบขาด

          ถึงตอนนี้ ข้อมูลหลายอย่างเริ่มทยอยออกมาเรื่อยๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าเราอยู่ในวิกฤติกว่าที่คิดไว้ด้วยซ้ำ จึงขอวิงวอนพวกเราช่วยกันดูแลสมบัติชิ้นสุดท้ายของลูกหลาน มิฉะนั้น เราจะไม่มีอะไรเหลือในอันดามันอีกแล้วครับ

Ref. สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558
http://th.pattayadailynews.com (ภาพประกอบ)

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง