กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

ทช.ผนึกกำลังเครือข่ายชุมชน วางแผนปกป้องทรัพยากรทางทะเล

  • 6 พ.ค. 2558
  • 1,282
ทช.ผนึกกำลังเครือข่ายชุมชน วางแผนปกป้องทรัพยากรทางทะเล

           จากการที่ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 โดยการผลักดันอย่างสุดตัวของ พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่า การกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เมื่อประกาศใช้แล้วจะมีประเด็นเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหายากอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะการบัญญัติให้ทรัพยากรสัตว์ทะเลทุกชนิดถือเป็นสัตว์ที่ต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย  และเน้นให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษกับสัตว์ ที่อยู่ในบัญชีสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ รวมถึงให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยสร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่าย ภาคประชาชน ชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่ชายฝั่งทะเล รวมถึงการทำความเข้าใจกับชุมชน ชาวประมง และนักท่องเที่ยว ในฐานะผู้ใช้ทรัพยากร

          ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2557 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2558 ที่ผ่านมา พบมีข่าวการเกยตื้นและเสียชีวิตของสัตว์ทะเลหายากทั้ง เต่าทะเล โลมา วาฬ และพะยูน อยู่บ่อยครั้ง ในหลายพื้นที่ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน แม้ว่าสาเหตุการตายอาจเกิดจากการเจ็บป่วยของตัวสัตว์เอง การถูกล่า หรือการติดเครื่องมือประมง แม้กระทั่งจะเป็นความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม มักเป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์ทะเลบาดเจ็บและเสียชีวิตลงในที่สุด เหล่านี้ล้วนเป็นวิกฤติที่ส่งผลให้สัตว์ทะเลหายากลดจำนวนลง เรื่อย ๆ

          นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)  กล่าวว่า ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน ถือเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญของสัตว์ทะเลหายากหลายชนิด แต่ปัจจุบันสัตว์ทะเลหายากกำลังลดจำนวนลงอย่างน่าเป็นห่วง บางชนิด เช่น เต่าหัวค้อน ไม่มีรายงานการพบเห็นเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว จากข้อมูลสถิติของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเกี่ยวกับการเกยตื้นและเสียชีวิตของสัตว์ทะเลหายากในรอบ 12 ปี (พ.ศ. 2546-2557) พบมีสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นรวม 2,201 ตัว เป็นเต่าทะเล 1,209 ตัว โลมาและวาฬ 851 ตัว พะยูน 141 ตัว และมีแนวโน้มของการตายเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ในแต่ละครั้ง เมื่อได้รับการแจ้งจากผู้พบเห็นสัตว์ทะเลเกยตื้น เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้ให้มีอัตราการรอดตายมากที่สุด แต่ประมาณร้อยละ 50 โดยเฉพาะในกลุ่มของพะยูน โลมาและวาฬ ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตมาแล้วเมื่อได้รับแจ้ง ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตของเต่าทะเลและพะยูนส่วนใหญ่ร้อยละ 74-89 เกิดจากการบาดเจ็บจากเครื่องมือประมง ในขณะที่สาเหตุการเสียชีวิตของโลมาและวาฬมักเกิดจากการป่วยตามธรรมชาติ โดยพบการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจมากที่สุด ถึงร้อยละ 63 นอกจากนี้ยังพบสาเหตุการเสียชีวิตของเต่าทะเลและโลมาจากขยะ เช่น ถุงพลาสติก ที่กินเข้าไปสะสมอยู่ในระบบทางเดินอาหาร

          นายชลธิศ กล่าวต่อว่า หาก พ.ร.บ. ทช. ฉบับดังกล่าวประกาศใช้จะมีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชุมชน จึงให้ความสำคัญกับภาคประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการให้ชุมชนเป็นคณะกรรมการในระดับจังหวัดจนถึงระดับประเทศ และมีส่วนร่วมในการวางแผน วางมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งมีประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับการทำประมงอยู่หลายเรื่อง เช่น มาตรา 20 เรื่อง ทรัพยากรทางทะเล, มาตรา 23 เรื่อง การประกาศพื้นที่คุ้มครอง และมาตรา 17 การประกาศเขตพื้นที่ความเสียหายร้ายแรงต่อทรัพยากรทางทะเล ซึ่ง ทช.ได้เตรียมลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับผู้ว่าราชการจังหวัดใน 23 จังหวัด ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายนนี้ ก่อนที่กฎหมายจะประกาศใช้

          ส่วนด้านมาตรการดูแลคุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก ทช. เน้นการทำความเข้าใจและทำงานร่วมกับภาคประชาชนเป็นหลัก โดยมีเครือข่ายเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,200 ชุมชน ทั้งในบริเวณฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน โดย จัดการประชุมเครือข่ายระดับชาติ และขับ เคลื่อนกลไกการมีส่วนร่วมผ่านศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จำนวน 6 ศูนย์ ซึ่งเครือข่ายชุมชนจะเป็นกำลังหลักสำคัญในการเฝ้าระวังและคุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก เพราะโดยพฤติกรรมสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่สัตว์ที่ชุมชนชาวประมงท้องถิ่นใช้ในการดำรงชีพ กลับตรงกันข้ามกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านจะมีความรักผูกพันกับสัตว์ทะเล เช่น พะยูน โลมา มากกว่า ด้านปัญหาเครื่องมือประมงที่ถือเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของสัตว์ทะเลหายาก โดยเฉพาะการใช้อวนหรือตาข่ายผิดกฎหมายที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร มาใช้ทำการประมง หรือกรณีสัตว์ทะเลว่ายชนเรือหรือติดอุปกรณ์ประมงต่าง ๆ โดยมิได้ตั้งใจ ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางจัดการปัญหาร่วมกันต่อไป.

Ref. เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

 

 

 

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง