วันที่ ๒๔ พฤษภาคม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เนื่องจาก ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจที่จะหาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยปีนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือแนวทางการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของโครงการและให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และได้เห็นชอบแนวทางในการให้ทุกหน่วยงานที่มีแผนงาน
รัฐมนตรี ทส. กล่าวว่า ซึ่งปีนี้ตนถือว่าเป็น “ปีแห่งการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง” เนื่องจาก เป็นปีที่ประเทศไทยเริ่มมีแนวทางที่ชัดเจนในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิดการจัดการระบบกลุ่มหาด ทั้งในระดับนโยบายชาติ นโยบายรัฐบาล การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน มาตรการสำคัญต่าง ๆ และที่สำคัญ สังคมและพี่น้องประชาชนประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ อีกทั้ง ยังมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการปัญหาอย่างจริงจังอีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากความรุนแรงของปัญหาลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ด้านนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดทส. กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ตามหลักเกณฑ์ประกอบการจัดทำแผนงาน/โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว จังหวัดและหน่วยงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เสนอโครงการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) รวบรวมและเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณา โดยโครงการที่จะเสนอขอสนับสนุนงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่เสนอเข้ารับการพิจารณา ๖๔ โครงการ และผ่านเกณฑ์การพิจารณา ทั้งสิ้น ๑๗ โครงการ ซึ่งเรื่องนี้ได้สั่งการให้นายโสภณ ทองดี อธิบดีทช. ติดตามผลจากการพิจารณาของสำนักงบประมาณด้วย
การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นความท้าทายที่ต้องดำเนินการ ซึ่งจากสถานภาพการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพบว่า พื้นที่ชายฝั่งที่ประสบปัญหาการกัดเซาะทั้งหมดมีระยะทางยาว ๗๙๔.๓๗ กิโลเมตร ได้รับการแก้ไขแล้วเป็นระยะทาง ๗๐๒.๖๘ กิโลเมตร คงเหลือระยะทางที่รอการแก้ไขจำนวน ๘๗ กิโลเมตร ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไข โดยบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและถูกวิธี โดยไม่ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะฯเพิ่มมากขึ้นเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังได้เตรียมประกาศกฎกระทรวง ๓ ฉบับ
โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่และโครงการ ได้แก่ พื้นที่อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร อำเภอท้ายเหมือง อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา และการกำหนดเขตพื้นที่ใช้มาตรการในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง สำหรับการดำเนินโครงการก่อสร้างกำแพงป้องกันคลื่นริมชายหาดและเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติแล้ว และอยู่ระหว่างการเสนอตามขั้นตอนก่อนจะประกาศบังคับใช้ ต่อไป โดยนับจากนี้ จะได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ยังคงประสบปัญหา และต้องจัดการปัญหาให้ได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน