วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๘ (สมุทรสาคร) ร่วมคณะ นายชรัส บุญณสะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ที่มอบให้ กอ.รมน.สมุทรสงคราม (ฝ่ายทหาร) ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ศร.ชล. เจ้าท่าภูมิภาค ทสจ. อุตสาหกรรมจังหวัด ประมงจังหวัด ที่ดินจังหวัด อำเภอเมืองฯ และ อบต.แหลมใหญ่ ลงพื้นที่ ม.๗ ต.แหลมใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี ประชาชนร้องเรียนว่า มีผู้ประกอบกิจการ ตัดแยกชิ้นส่วนเรือทำให้น้ำมันไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลอง เป็นจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชาวประมงที่เลี้ยงปลาและหอยแมลงภู่ในบริเวณปากอ่าวแม่กลอง

ผลการตรวจสอบ ได้พบผู้ดูแลกิจการ ยอมรับว่า มีการกระทำโดยประมาทของคนงานตัดเรือ และระบบป้องกันไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้น้ำมันไหลออกจากถังกักเก็บในตัวเรือ ไหลสู่แม่น้ำแม่กลองและกระจายออกไปเป็นบริเวณกว้าง และได้ให้คนงานใช้เรือตระเวนฉีดสารกำจัดคราบน้ำมันตลอดคืนและวัน และยินดีชดใช้ค่าเสียหายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งยินดีจะปรับปรุงแก้ไขตามข้อแนะนำของหน่วยงานราชการทุกประการ

คณะทำงานได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
(๑) ให้ อบต.แหลมใหญ่ ออกคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการ ๑๕ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๔ และปรับปรุงแก้ไขไม่ให้น้ำมันไหลลงสู่แม่น้ำอีก โดยเมื่อครบกำหนดคณะตรวจจะลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง หากพบว่า ยังไม่ดำเนินการหรือดำเนินการไม่มีประสิทธิภาพ ให้ อบต.แหลมใหญ่พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ
(๒) ให้ สนง.เจ้าท่าฯ แจ้งความดำเนินคดีอีก เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดซ้ำซาก และตรวจสอบว่า พื้นที่ดังกล่าว สามารถประกอบกิจการตัดแยกยุบเรือได้หรือไม่
(๓) ให้ สนง.อุตสาหกรรมจังหวัด พิจารณาการประกอบกิจการ หากเข้าข่ายเป็นโรงงาน ให้ดำเนินการตามกฏหมาย
(๔) ให้ สนง.โยธาธิการและผังเมือง ตรวจสอบว่า พื้นที่ดังกล่าว สามารถประกอบกิจการนั้นได้หรือไม่
(๕) ให้ สนง.ประมงจังหวัด ตรวจสอบว่า เป็นการกระทำเปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำสำหรับการประมง หรือกฏหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องหรือไม่
(๖) ให้ ที่ว่าการอำเภอเมืองฯ ตรวจสอบว่า การประกอบกิจการ เข้าข่ายการค้าของเก่าหรือไม่
(๗) ให้ สนง.ที่ดินจังหวัด ตรวจสอบพื้นที่ประกอบกิจการว่า รุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ริมตลิ่ง หรือไม่
(๘) ให้ ทสจ.ตรวจสอบว่า เข้าข่ายความผิดตามกฏหมายสิ่งแวดล้อม หรือไม่
(๙) ให้ ตำรวจภูธรจังหวัด รับคดีทุกกรณี หากได้รับการแจ้งความจากหน่วยงาน หรือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ให้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด