วันที่ 10 สิงหาคม 2566 นายอภิชัย เอกวนากุล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (รรท.อทช.) ได้มอบหมายให้ ดร.พรศรี สุทธนารักษ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนของน้ำมันดินบริเวณชายฝั่งตะวันตกของจังหวัดพังงาและภูเก็ต ตามข้อสั่งการของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เข้าตรวจสอบสถานการณ์ในพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบ ดำเนินการแก้ไข และหาแหล่งที่มาของน้ำมันดินดังกล่าว

ดร.พรศรี สุทธนารักษ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ดังกล่าว มีรายงานพบว่าการพัดพาน้ำมันดินมายังบริเวณชายหาดคึกคัก จังหวัดพังงา เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2566 และมีรายงานการพบก้อนน้ำมันดิบเรื่อยมาสู่ทิศใต้อุทยานแห่งชาติสิรินาถ และพบการปนเปื้อนน้ำมันดินบริเวณชายหาดฝั่งตะวันตกของภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2566 ตั้งแต่บริเวณหาดไม้ขาว มีระยะทางประมาณ 5.42 กิโลเมตร และบริเวณหาดในยาง มีระยะทางประมาณ 3.66 กิโลเมตร บริเวณหาดในทอน มีระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร บริเวณหาดลายัน มีระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ลงไปถึงบริเวณหาดกะตะ หาดกะรน และในวันที่ 5 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา ได้พบการปนเปื้อนน้ำมันบริเวณเกาะราชาใหญ่ รวมระยะทางชายฝั่งทะเลที่ได้รับผลกระทบประมาณ 125 กิโลเมตร ซึ่งมีลักษณะการปนเปื้อนน้ำมันบริเวณชายหาดมีทั้งเป็นรูปแบบของคราบน้ำมัน (Oil Spill) และก้อนน้ำมันดิน (Tar Ball) จับตัวกันเป็นก้อนเหนียวสีดำ มีลักษณะขนาดแตกต่างกันออกไป เมื่อโดนความร้อนก็จะละลายเป็นคราบน้ำมันสีดำข้นเหนียวกระจายเป็นหย่อมๆ และยังพบเศษขยะจำนวนมากลอยมาเกยตื้นร่วมกับคราบน้ำมันดังกล่าว พร้อมคราบน้ำมันลอยในมวลน้ำหน้าหาดร่วมด้วย สำหรับการวิเคราะห์ชนิดและที่มาของน้ำมันดิบ ขณะนี้ได้มีการส่งตัวอย่างน้ำมันไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการของหน่วยงานในสังกัดกรมควบคุมมลพิษ
ด้านการจัดการกับคราบน้ำมันและก้อนน้ำมันดิบที่พบอยู่บริเวณชายหาดทั้งหมด ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จังหวัดภูเก็ต กองทัพเรือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 (ศรชล.ภาค3) ท้องถิ่น ตลอดจนภาคเอกชน และอาสาสมัครในพื้นที่ ร่วมกันจัดการเก็บ คัดแยก และนำออกจากพื้นที่ชายหาดโดยเร็วที่สุดเป็นประจำทุกวัน จากนั้นได้รวบรวมน้ำมันดิบที่ได้ซึ่งมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 5 ตัน เพื่อส่งกำจัดด้วยวิธีการที่ถูกต้องต่อไป

ดร.พรศรี กล่าวต่อว่า จากการรายงานสรุปผลด้านผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบเต่าทะเลเกยตื้นเบื้องต้น ในช่วงระหว่างวันที่ 4 - 9 สิงหาคม 2566 มีเต่าทะเลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมัน จำนวน 13 ตัว ซึ่งเกิดจากการสำลักคราบน้ำมัน ที่เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารในขณะที่เต่าทะเลขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ พร้อมปนเปื้อนคราบน้ำมันเหนียวบริเวณลำตัว ทั้งนี้ทีมสัตวแพทย์ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนบน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งสามารถดำเนินการช่วยเหลือ อนุบาลและรักษาเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป ในส่วนของการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดกับแหล่งปะการังซึ่ง รมว.ทส. ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่จัดตั้งชุดเฝ้าระวังติดตามปัญหาคราบน้ำมันดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีทรัพยากรปะการังมากถึง 4,050 ไร่ พร้อมกันนี้ยังสั่งการให้ติดตามผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในระบบหาดทรายและหาดหินพร้อมรายงานอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการตรวจสอบที่มาของคราบน้ำมันนั้น กรมเจ้าท่าโดยสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง ช่วงวันที่ 26 กรกฎาคม 2566 - 3 สิงหาคม 2566 พบว่า ด้านทิศตะวันออกของจังหวัดภูเก็ต ระยะห่างจากชายฝั่งประมาณ 95 ไมล์ทะเล ได้มีเรือแล่นผ่านพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 81 ลำ เป็นเรือสินค้า 62 ลำเรือบรรทุกน้ำมัน 18 ลำ และเรือ Tug Supply 1 ลำ และไม่พบการขออนุญาตถ่ายเทน้ำอับเฉาจากเรือ ทั้งนี้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและกรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการวิเคราะห์แบบจำลองย้อนหลังเพื่อหาช่วงเวลาและพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบกับข้อมูลของกรมเจ้าท่า และการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ในการหาที่มาของน้ำมันต่อไป “ดร.พรศรี กล่าวทิ้งท้าย”




ภาพ/ข่าว : ส่วนสื่อสารองค์กร