เมื่อฤดูมรสุมมาถึง พายุทำให้ทะเลปั่นป่วนไปด้วยคลื่นที่ไร้ระเบียบทั้งขนาดและรูปร่าง (หลายความถี่) เมื่อคลื่นเข้าสู่ชายฝั่งจะกวนทะเลให้ฟุ้งกระจาย และถาโถมเข้าใส่หาดทรายในช่วงเวลานี้ทรายบนหาดจะอิ่มตัวด้วยน้ำฝนและน้ำทะเลจำนวนมากที่คลื่นซัดขึ้นไป ทำให้ง่ายต่อการถูกชะและกัดเซาะลงสู่ทะเล (Silvester, R.1974) ทรายบางส่วนถูกพัดพาไปตามชายฝั่ง (littoral drift) แต่ส่วนใหญ่จะตกสะสมที่พื้นทะเลชายฝั่ง กลายเป็นสันดอนที่ทอดตัวเป็นแนวยาวขนานไปกับชายฝั่ง ซึ่งจะสังเกตุได้จากบริเวณที่คลื่นเริ่มแตกนอกชายฝั่งหรือในช่วงที่น้ำลงต่ำสุดก็จะสามารถลงไปเดินบนสันดอนนั้นได้
ยิ่งหาดทรายถูกกัดเซาะมากเท่าใด สันดอนก็จะพอกพูนและสูงใหญ่ขึ้นเท่านั้น จนสันดอนสามารถยับยั้งคลื่นชุดใหม่ที่จะเข้ามาทำลายแผ่นดิน และหาดทรายที่เหลืออยู่ด้วย เมื่อคลื่นลมสงบ เดิ่งจะกลับมากวาดทรายจากสันดอนกลับคืนสู่ชายหาดที่ถูกกัดเซาะไป และแต่งให้หาดทรายมั่นคงสวยงามตามเดิม พร้อมที่จะต้านทานกับพายุในฤดูกาลถัดไป ชาวบ้านจึงเรียกเดิ่งว่า "คลื่นแต่งหาด" วัฏจักรแห่งสมดุลนี้จะยังคงดำรงอยู่เช่นนี้ตลอดไป ตราบเท่าที่มนุษย์ไม่เข้าไปคุกคามชายหาดและสมดุลของชายฝั่ง
การคัดกรองเม็ดทราย
เมื่อคลื่นเคลื่อนเข้าสู่ชายฝั่งจะเสียดทานกับพื้นทะเลทำให้เคลื่อนตัวช้าลง ความสูงคลื่นจะชันขึ้น ซึ่งในที่สุดยอดคลื่นจะแตกออกแล้วพุ่งเข้าสู่เขตใกล้ฝั่ง (surf zone) (US Army Corps of Engineers, 1984) พัดพาตะกอนที่ฟุ้งกระจายให้เคลื่อนที่ไปด้วย เขตใกล้ฝั่งนี้กระแสน้ำที่ไหลเข้าหาฝั่งจะมีความเร็วกว่าที่ไหลย้อนกลับสู่ทะเล ทำให้เกิดการคัดแยกขนาดเม็ดทรายตามธรรมชาติ โดยคลื่นที่เข้าสู่ชายหาดจะพัดพาให้ทรายเม็ดใหญ่ตกทับถมในบริเวณที่ลึกกว่าของหน้าหาด และถ้าทรายเม็ดใหญ่มีจำนวนมาก ชายหาดนั้นก็จะชันมาก ทั้งนี้เพราะคลื่นไม่มีพลังงานมากพอที่จะเกลี่ยให้ทรายค่อยๆ ลาดลง
ดังนั้น ความชันของชายหาด จึงมีความสัมพันธ์กับคุณลักษณะของคลื่น นั่นคือ ถ้าชายหาดมีความชันน้อยคลื่นจะแตกที่ยอด แต่ถ้ามีความชันมากคลื่นก็จะแตกที่ฐาน และที่ซึ่งชายหาดมีความลาดชันพอเหมาะ คลื่นจะโผเข้าหาหาดทราย จึงเป็นสถานที่เหมาะแก่การเล่นกระดานโต้คลื่น
ที่มา : หาดทราย คุณค่า...ชีวิตที่ถูกลืม, 2554, โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ กรณีการใช้ประโยชน์หาดทรายและการอนุรักษ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์