วันที่ 4 ตุลาคม 2567 นางสาวอาทิตา จุ้ยจู่เอี้ยม เลขานุการกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ลนก.ทช.) นายปรมินทร์ แสนทรงศักดิ์ ผู้อำนวยการกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ทช. เข้าร่วมพิธีปิดการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 3 (Thailand Climate Action Conference: TCAC 2024) โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีปิด และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการนี้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวง ทส. ตลอดจนภาคีเครือข่ายภาครัฐ และเอกชน ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ SX Grand Plenary Hall 1 ชั้น G ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
โอกาสนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2065 พร้อมกับบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 40 ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งรัฐบาลได้จัดทำแผนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแผนปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยภายในปี ค.ศ. 2030 จะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 222 ล้านตัน อีกทั้ง ยังให้ความสำคัญกับการเตรียมระบบเตือนภัยพิบัติ และเร่งพัฒนากลไกการเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน สามารถรับมือและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม และที่สำคัญ รัฐบาลจะมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาดจากพลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และพลังงานทางเลือกอื่น ๆ พร้อมทั้งพัฒนาตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรีและคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานสำหรับทั้งการใช้ภายในประเทศและการส่งออกสู่ภูมิภาคอาเซียน ปรับปรุงกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รัฐบาลส่งเสริม green economy ให้เป็นจุดแข็งของไทย เพื่อกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น สำหรับในเวที COP 29 ที่จะมาถึงนี้ ประเทศไทยจะใช้โอกาสนี้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่น และบูรณาการการทำงานอย่างครอบคลุมและสอดคล้องกับแนวทางของโลก และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม จะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ แม้จะเป็นการเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่มั่นใจว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เพื่อส่งต่อโลกที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป