ทุกวันนี้หากยังคงความเป็นธรรมชาติไว้ได้มากที่สุด ความสวยงามก็ยังคงอยู่ไม่เสื่อมสลาย...!
หากแต่วันใดมนุษย์เข้าไปรุกล้ำทำลาย เมื่อนั้นสรรพสิ่งที่มีอยู่ย่อมบอบช้ำและเสื่อมสลายลงในที่สุด นี่คือหลักการและเหตุผลที่ นายสุภัทร แกล้วกล้า นำประสบการณ์จากวิชาชีพทำธุรกิจเรือท่องเที่ยวทางทะเล เป็นผู้จัดทำโครงการ “อนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งปะการังธรรมชาติ” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พุ่งเป้าปลุกสำนึกคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวร่วมกันรักและหวงแหนสิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า–หมู่เกาะเสม็ด ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง ไว้ให้ได้มากที่สุด
นายสุภัทร กล่าวว่า งานนี้ส่วนใหญ่ใช้เวลาวันอาทิตย์ปลายเดือนเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชน จิตอาสา ลงดำน้ำเก็บขยะเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและแหล่งปะการังอันสวยงามมาแล้วกว่า 20 ครั้ง ชี้ถึงใต้ท้องทะเลบริเวณเกาะเสม็ด เกาะทะลุ หรือเกาะกุฎี หากมีขยะมากไปจะไปทำลายแหล่งอาศัยปลานานาชนิด ขณะเดียวกันยังตัดวงจรชีวิตของปะการังให้ชะงักงันหรือตายลงได้
นายภุชงค์ สฤษฎีชัยกุล ผอ.สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที ่ 1 (ระยอง) บอกว่า ขณะนี้น่าเป็นห่วง จ.ระยอง ที่เป็นทั้งเมืองอุตสาหกรรมและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงาม ส่งผลทำให้มีปริมาณนักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสเพิ่มขึ้นทุกๆปี นี่แหละจึงนำมาซึ่งขยะจำนวนมหาศาล ซึ่งบรรดากลุ่มจิตอาสาลงไปดำน้ำเก็บขึ้นมาจากท้องทะเลได้ครั้งละไม่ต่ำกว่า 2 ตัน ไม่ว่าจะเป็นอวนปลาที่ชาวประมงทิ้งไว้ ขยะพลาสติก โฟม ขวดแก้วเชือก ทับถมเต็มไปหมด เป็นสัญญาณบ่งบอกหากเรายังมักง่ายตักตวงผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวมากเกินไป จนเผลอไปทำลายล้างธรรมชาติที่โดดเด่น สักวันเราอาจไม่หลงเหลือสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ชื่นชมกัน อีก ณ เวลานี้จึงต้องผนึกจิตอาสาร่วมอนุรักษ์ระบบนิเวศใต้ท้องทะเลไทยให้มีชม มีเที่ยวอย่างยั่งยืน...!
ที่มา ไทยรัฐออนไลน์