
“2 ก.พ.” วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก IUCN เปิดโครงการ Mekong WET เสริมศักยภาพ “แรมซาร์” 4 ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง พัฒนาแผนปรับตัวรับโลกร้อน
องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เปิดตัวโครงการในระดับภูมิภาคเพื่อเสริมสร้างความยืด หยุ่นของพื้นที่ชุ่มน้ำในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (Mekong WET) เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2560 ซึ่งตรงกับวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลกของทุกปี โดยโครงการนี้จะช่วยให้ทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ปฏิบัติตามพันธะสัญญาต่ออนุสัญญาแรมซาร์ ที่ว่าด้วยการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการบรรลุเป้าหมายไอจิ ที่ว่าความหลากหลายทางชีวภาพ
สำหรับโครงการดังกล่าว ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการริเริ่มด้านสภาพภูมิอากาศนานาชาติ (IKI) กระทรวงสิ่งแวดล้อม ประเทศเยอรมนี โดยมีระยะเวลาดำเนินการจนถึงปี 2563 ให้การสนับสนุนการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเท่ากับเป็นการสนับสนุนรัฐบาลในการปฏิบัติตามกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพ (NBSAPs) และดำเนินตามคำมั่นสัญญาในเรื่องการปรับตัว ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ (UNFCCC)
ข้อมูลจาก IUCN ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ (แรมซาร์) ทั้งสิ้น 28 แห่ง โดยโครงการ Mekong WET จะพัฒนาแผนการจัดการที่มุ่งเน้นเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างความยืดหยุ่นในพื้นที่แรมซาร์ที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 10 แห่ง รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาคว่าด้วยการ จัดการพื้นที่ชุ่มน้ำข้ามพรมแดน ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการ และพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างน้อย 150 คน และตัวแทนชุมชนกว่า 300 คน
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังตั้งเป้าให้เกิดการแลกเปลี่ยนบทเรียน และแนวทางการปฏิบัติกับพื้นที่แรมซาร์อีก 18 แห่ง และพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพ หรือกำลังเตรียมการประกาศให้เป็นพื้นที่แรมซาร์ ในประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างทั้ง 4 ประเทศ
“ในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบุกรุกทำลายป่า การขยายตัวของภาคเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งการชลประทาน และการขยายตัวของชุมชน ได้ส่งผลให้เกิดการทำลายแหล่งหากินและวางไข่ของปลา การสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำ และทำให้คุณภาพน้ำย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ กลุ่มเกษตรกรจึงได้รับผลกระทบมากขึ้นทุกทีจากการรุกข องน้ำเค็ม แผ่นดินถล่ม และน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งล้วนมีความรุนแรงมากขึ้นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ข้อมูลส่วนหนึ่งของ IUCN ระบุ
เจค บรุนเนอร์ หัวหน้ากลุ่มอินโด-พม่า IUCN กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวสำคัญในการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในภูมิ ภาคนี้ คือการกำเนิดโครงการริเริ่มเพื่อสนับสนุนอนุสัญญาแรมซาร์ในภูมิภาคอินโด-พม่า (IBRRI) เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา โดย IUCN ทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการ ซึ่งโครงการ IBRRI ตั้งเป้าที่จะให้การสนับสนุนการปฏิบัติตามอนุสัญญาแรมซาร์อย่างมีประสิทธิภาพ ในประเทศไทย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม โดยจะมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาการดำเนินงานของโค รงการ Mekong WET และโครงการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆในภูมิภาค
“โครงการ Mekong WET และ IBRRI จะไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค ด้านการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำข้ามพรมแดนเท่านั้น แต่ยังจะช่วยยกระดับการรับรู้ของสาธารณะเกี่ยวกับคุณ ค่าของพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีต่อสังคมโดยรวม ซึ่งระบบนิเวศเหล่านี้ต้องเผชิญกับความท้าทายอันหลาก หลาย ในขณะที่การพัฒนาเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าไม่หยุดหย่อน วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลกช่วยทำให้เรามองเห็นถึงปัญหาและ อุปสรรคต่างๆ ที่ระบบนิเวศรวมไปถึงชุมชนที่พึ่งพาพื้นที่ชุ่มน้ำกำ ลังเผชิญอยู่” เจค กล่าว
อนึ่ง อนุสัญญาแรมซาร์ เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ช่วยกำหนดกรอบในการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน อนุสัญญาได้รับการรับรองที่เมืองแรมซาร์ ประเทศอิหร่าน เมื่อปี 2514 และมีผลบังคับใช้ในปี 2518 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ (UN) เกือบ 90% ได้ลงนามรับรองและเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาแรมซาร์
ที่มา GREEN NEWS TV