นักวิชาการค้านสร้างเขื่อนแก้ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง แนะสร้างป่าชายเลนช่วยชะลอความแรงคลื่น นายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์หน่วยวิจัยปะการังและสัตว์พื้นทะเล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ หาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) กล่าวว่า สำหรับผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่งทางพื้นที่ภาคใต้นั้น ต้องเข้าใจกระบวนการของคลื่นกับกระบวนการทางธรรมชาติ ไม่ไช่ไปเอาสิ่งที่ก่อสร้างที่เป็นหิน เป็นเขื่อน หรือเป็นกำแพงต่างๆ ไปดำเนินการ แล้วจะป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้ เพราะในความเป็นจริงที่ผ่านมา เช่น ที่หาดปากเมง จังหวัดตรัง ซึ่งมีถนนเลียบชายหาด ยิ่งไปสร้างแนวกันคลื่น ยิ่งทำให้ลักษณะของชายฝั่งเปลี่ยนไป และมีความชันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มีคลื่นโถมเข้าหาฝั่งก็จะแรงมากขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ เนื่องจากปกติคลื่นลมธรรมชาติทางฝั่งอันดามันจะมีความแรงอยู่แล้ว และเมื่อเจอเข้ากับกำแพงหินขนาดใหญ่ที่มาขวางเอาไว้ ก็จะทำให้สันทรายใต้น้ำหายไป ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะที่จังหวัดตรังเพียงแค่จังหวัดเดียว เพราะเรามีการเปลี่ยนพื้นที่ป่าชายเลนไปทำถนนหรือไปทำสิ่งก่อสร้าง ทั้งที่ป่าชายเลนจะเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยชะลอความแรงของคลื่นลม เพราะเรามุ่งเน้นการใช้องค์ความรู้ทางวิศวกรรมมาเพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ไม่นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทางทะเลมาใช้เลย ทั้งๆ ที่การบุกรุกของมนุษย์ถือเป็นปัญหาหลักและปัญหาใหญ่ที่สุดของการกัดเซาะชายฝั่ง ทุกวันนี้เรามักจะไปโทษธรรมชาติว่ามีคลื่นแรงมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็บอกชัดเจนว่า รูปแบบของคลื่นลม หรือรูปแบบของกระแสน้ำ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตมากนัก แต่สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนแปลงก็คือ จังหวะที่คลื่นเข้าหาชายฝั่ง แล้วมากระทบกับสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่มนุษย์ทำขึ้นมา ดังนั้น จึงอยากให้ศึกษาเรื่องสัณฐานชายฝั่ง กระบวนการชายฝั่ง หรือวิทยาศาสตร์ทางทะเล เพราะโครงสร้างหินจากวิศวกรรมต่างๆ ไม่เคยเอาชนะธรรมชาติ หรือการกัดเซาะชายฝั่งได้ เนื่องจากเราแพ้มาตลอด แต่กลับไม่เคยนำมาใช้เป็นบทเรียนเลย ทั้งที่ปากพนัง ตะลุมพุก ท้ายเหมือง หรือปากเมง
ที่มา: http://www.posttoday.com