สัตว์น้ำทะเลในอ่าวไทย ปลาเป็นทรัพยากรและเป็นอาหารของคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาทู เป็นสัตว์น้ำทางทะเลที่มีความหมายสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ และยังมีปลา สัตว์น้ำชนิดอื่นๆ ที่มีความสำคัญเช่นกัน ในช่วงของการที่มีไข่ และวางไข่เพื่อแพร่ขยายพันธุ์ จึงจำเป็นต้องช่วยกันอนุรักษ์สัตว์น้ำเหล่านี้ไว้
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ณ ท่าเทียบเรือเทศบาลปากน้ำชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร กรมประมงได้ประกาศปิดอ่าวไทย : ประจวบฯ ชุมพร สุราษฎร์ฯ ระหว่างวันที่ 15 ก.พ.-15 พ.ค.นี้ เพื่อให้สัตว์น้ำได้แพร่ขยายพันธุ์ตามฤดูกาล โดยนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานในพิธีฯ เผยปีที่ผ่านมา พบว่ามีความชุกชุมของสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนปิดอ่าวกว่า 3 เท่า ขอความร่วมมือชาวประมงปฏิบัติตามกฎหมาย ปีนี้ ออกลาดตระเวนร่วมศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ขานรับนโยบายรัฐบาล ป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) พบการกระทำผิดจะดำเนินการจับกุมทันทีไม่มีการผ่อนผันใดๆ ทั้งสิ้น
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า "ประมง" เป็นอาชีพหลักของคนไทยมาช้านานตั้งแต่บรรพบุรุษและมีการสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน กระทั่งอุตสาหกรรมการประมงของไทยก้าวผงาดขึ้นไปเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำทางด้านประมง สามารถนำเงินตราเข้ามาพัฒนาประเทศได้ปีละกว่าแสนล้านบาท แต่ในมุมกลับ ขณะที่ศักยภาพทางการประมงกำลังพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งกลับก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะประชากรสัตว์น้ำที่นับวันจะลดน้อยลง เนื่องจากธรรมชาติไม่สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการการบริโภค ดังนั้น การดูแลรักษาฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำจึงเป็นนโยบายหลักที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ และเป็นภารกิจหลักที่กรมประมงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จึงถือได้ว่ามาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลาที่มีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอ่าวไทย หรือที่เรียกว่า "ปิดอ่าว" ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคมของทุกปี ในอาณาเขตพื้นที่ประมาณ 26,400 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีการกำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิด ที่อาจส่งผลต่อการแพร่พันธุ์ของพ่อแม่พันธุ์และสัตว์น้ำวัยอ่อนในท้องทะเลอ่าวไทย โดยเฉพาะ "ปลาทู" สัตว์น้ำที่มีคุณค่าและความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลให้คืนกลับมาได้อย่างยั่งยืน
ยืนยันได้จากผลการเก็บข้อมูลจำนวนประชากรสัตว์น้ำของกรมประมงในช่วงหลังฤดูกาลปิดอ่าวฯ เมื่อปีที่ผ่านมา พบว่ามีความชุกชุมของสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปลาทูมีความชุกชุมเพิ่มขึ้น ก่อนปิดอ่าว 4 เท่า และมีผลผลิตในภาพรวมของปี 2557 ตลอด 9 เดือน ที่มีปริมาณการจับอยู่ที่ 93,000 ตัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณการจับในช่วงเวลาที่เท่ากันของปี 2553-2555 จึงแสดงให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวนี้มีส่วนช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลให้มีใช้อย่างยั่งยืน
ด้านนายจุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมประมง กล่าวเสริมในรายละเอียดของการดำเนินงานมาตรการปิดอ่าวฯ ว่าเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามวัตถุประสงค์ จึงได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจฯ ขึ้นมา แบ่งตามภารกิจเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มประชาสัมพันธ์ ทำหน้าที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงและประชาชนเข้าใจถึงผลดีของการปิดอ่าวฯ 2.กลุ่มควบคุมและปราบปราม รับผิดชอบการควบคุมตรวจปราบปรามผู้กระทำผิดตามกฎหมาย 3.กลุ่มติดตามผลการดำเนินคดี รับผิดชอบในการติดตามผลการดำเนินคดีในการจับกลุ่มผู้กระทำผิด และ 4.กลุ่มประเมินผลทางวิชาการ ทำหน้าที่สำรวจ รวบรวมข้อมูล ศึกษาและประเมินสภาวะทรัพยากรสัตว์น้ำ ซึ่งทั้ง 4 กลุ่มได้ปฏิบัติงานร่วมกันอย่างบูรณาการ และเพื่อให้กลุ่มชาวประมงและชุมชนชาวประมงในท้องถิ่นเกิดความรู้ความเข้าใจในมาตรการปิดอ่าวฯ และตระหนักถึงความสำคัญต่อการอนุรักษ์สัตว์น้ำ จึงได้สนับสนุนให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากร และจัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงทุกกลุ่มคนอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรมชุมชนที่รักและหวงแหนในทรัพยากรท้องถิ่นของตน โดยกิจกรรมที่ได้ดำเนินการมีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ อาทิ การประชาสัมพันธ์ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุชุมชน การเคาะประตูบ้านชาวประมงรณรงค์ปิดอ่าวฯ ในทั้ง 3 จังหวัด ซึ่งได้มีการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆ และยังได้มีโอกาสรับทราบปัญหาในการประกอบอาชีพประมงเพื่อนำไปพิจารณาหาแนวทางแก้ไขความเดือดร้อนให้พวกเขาด้วย
การปฏิบัติการควบคุมและปราบปราม การทำการประมงตามมาตรการปิดอ่าว ในปี 2558 นี้ เป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันของศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.)โดยมีเรือตรวจการณ์จำนวนทั้งหมด 35 ลำ ประกอบด้วย : เรือตรวจประมงทะเล กรมประมง จำนวน 17 ลำ เรือตรวจการณ์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จำนวน 8 ลำ เรือรบกองทัพเรือ จำนวน 2 ลำ เรือตำรวจน้ำ กองบังคับการตำรวจน้ำ จำนวน 6 ลำ และเรือของกรมเจ้าท่า จำนวน 1 ลำ ออกลาดตระเวนตรวจตราและเฝ้าระวังการทำประมงที่ผิดกฎหมายทุกพื้นที่ตลอดระยะเวลาปิดอ่าว และกรมประมงได้จัดตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติงานในทะเลโดยใช้เรือจุฬาภรณ์เป็นฐานในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร สนับสนุนเครื่องบินเกษตร จำนวน 5 ลำ เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนในการลาดตระเวนเฝ้าระวังการทำการประมงในเขตมาตรการปิดอ่าวฯ และมีกลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังการทำประมง ประมงอาสา ยุวประมง กลุ่มชาวประมง ช่วยสนับสนุนประสาน และร่วมในการปฏิบัติงาน ตามมาตรการปิดอ่าว
สุดท้าย ขอฝากชาวประมงทุกท่านโปรดปฏิบัติตามกฎระเบียบ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ มิใช่เพื่อประโยชน์ของคนหนึ่งคนใด แต่เป็นประโยชน์ของพวกเราและลูกหลานของเราทุกคนที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างยั่งยืนตลอดไป
Ref. บ้านเมือง ฉบับวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 (ข่าว) /www.dailynews.co.th (ภาพประกอบ)