สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานกลางของพิธี สารคาร์ตาเฮนาว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ภายใต้ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ครอบคลุมการควบคุมดูแลการเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (Living Modified Oganisms หรือ LMOs) ข้ามพรมแดนทั้งการนำเข้า การส่งออก การนำผ่าน การขนส่ง และการใช้ประโยชน์สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม
ได้ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. .... โดยได้รับ ความเห็นชอบในหลักการตามมติ ครม. วันที่ 22 ม.ค. 2551 รวม 8 หมวด 71 มาตรา สาระสำคัญคือ มาตรา 3 นิยามศัพท์ที่สำคัญ อาทิ สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) หมายถึง สิ่งมีชีวิต ทั้งพืช-สัตว์ ที่มีการตัดต่อ ตัดแต่ง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม หรือผสมสารพันธุกรรมใหม่ที่ได้จากการใช้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่
เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ หมายถึง 1)การใช้เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับสารพันธุกรรม การใช้สารพันธุกรรมลูกผสม หรือการใส่ หรือสอดแทรกสารพันธุเข้าไปในเซลล์ หรือองค์ประกอบของเซลล์ ทั้งทางตรงหรือในหลอดทดลอง กับ 2)การหลอมรวมกันของเซลล์นอกวงศ์ทางอนุกรมวิธานการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMOs ภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีการใช้หรือทดลองได้ 2 ลักษณะ คือ "การใช้ในสภาพควบคุม" หมายถึง การทดลอง GMOs ที่รจำกัดการติดต่อหรือสัมผัสสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงกระบวนการผลิต GMOs ด้วย กับ "การใช้ในภาคสนาม" หมายถึง การทดสอบความปลอดภัยของ GMOs ในพื้นที่จำกัดที่มีการควบคุมการติดต่อ-สัมผัสนอกจากนี้ยังบัญญัติถึงคำว่า "ปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม" หมายถึง การปล่อยให้ GMOs ที่มาจากการทดลองและผ่านการทดสอบแล้ว ออกสู่สิ่งแวดล้อมนอกห้องทดลอง หรือแปลงทดลองภาคสนามได้
มาตรา 6 กำหนดให้มี คณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ ขึ้นคณะหนึ่ง มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน และให้เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง 10 คน และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 10 คน เพื่อให้คำแนะนำกับคณะรัฐมนตรี/รัฐมนตรี ในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ GMOs ออกกฎกระทรวง ประกาศ และกำหนดให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับ GMOs
โดย สผ.ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ เป็นผู้รวบรวมจัดทำฐานข้อมูล GMOs ของประเทศ การเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัย GMOs และปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ หรือหน่วยงานผู้ปฏิบัตินั้นเอง
มาตรา 17 กำหนดให้ รมต. (โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ) ประกาศชื่อ/รายการสิ่งมีชีวิตดัดแปลง หรือ GMOs ที่ห้ามผลิตหรือห้ามนำเข้ามาภายในประเทศ การจัดทำบัญชี GMOs ที่ยอมให้ออกสู่สิ่งแวดล้อม หรือ "บัญชีปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม"ในมาตรา 40 และการนำเข้า-ส่งออก GMOs ไปต่างประเทศในมาตรา 23 และ 24 ส่วนในหมวดที่ 3 การใช้ในสภาพควบคุมและการใช้ GMOs ในภาคสนาม จะเป็นเรื่องของการขออนุญาตทดลอง และแผนการดำเนินงานการควบคุมมิให้ GMOs หลุดรอดจากห้องทดลอง/โรงเรือนสู่ภายนอก
ส่วนมาตรา 52 กำหนดความผิดและการชดใช้ค่าเสียหายที่ปล่อยให้ GMOs หลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม และหมาด 8 ว่าด้วยบทกำหนดโทษ
อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. .... ได้สร้างความกังวลให้กับภาคประชาชน (NGO) ที่จับตาการเข้ามาของพืช/สัตว์ที่มาจากการตัดต่อ หรือดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 17 กับมาตรา 23 ที่ให้อำนาจ รมต.กำหนด GMOs ห้ามผลิตหรือห้ามนำเข้า รวมถึงการจัดทำบัญชียอมให้ GMOs แพร่ออกจากห้องทดลองหรือแปลงทดลองออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก เปิดทางให้กับบริษัทข้ามชาติ GMOs กลับเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อีกครั้งหนึ่ง
เนื่องจากในทางกลับกันเท่ากับ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ "เปิดทาง" ให้นำเข้า-การทดลอง-การวิจัย GMOs ในประเทศได้ แม้จะจำกัดอยู่ในภาคสนามก็ตาม และยังยอมให้มีการใช้ประโยชน์จาก GMOs ทั้งที่ทดลองในประเทศหรือนำเข้าด้วย เนื่องจากเคยมี บทเรียนการทดลองมะละกอ GMOs ของกรมวิชาการเกษตร ในปี 2547 ที่แปลงทดลองภาคสนาม จ.ขอนแก่น และปล่อยให้มะละกอ GMOs หลุดรอดออกสู่แปลงปลูกมะละกอของเกษตรกร ท่ามกลางความไม่รู้ว่า แท้จริงแล้ว GMOs จะส่งผลอย่างไรต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในระยะยาวนั่นเองไม่มี กม.คุมยิ่งเสียหาย
กระแสคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ ฯ จากเอ็นจีโอ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบ "เกษมสันต์ จิณณวาโส" เลขาธิการ สผ. ชี้แจงประเด็นข้อสงสัย ดังนี้การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มาจากจำเป็นต้องออกกฎหมายควบคุมดูแลสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกหยิบยกพิจารณาใน ครม.ตั้งแต่ปี 2547 ปี 2551 และล่าสุดดือน ธ.ค. 2557 หลังที่ประชุมคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ ที่ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นประธาน มีมติให้นำร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอ ครม. กระทรวงทรัพยากรฯจึงเสนอกฤษฎีกาตรวจสอบก่อนและเป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ และข้ออนุสัญญาคุ้มครองสิ่งแปลกปลอมทางพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอด้วย จากเดิมควบคุมได้ยากและไม่ทั่วถึง กรณีการนำเข้าหอยเชอรี่ กระถินยักษ์ ซึ่งต่อมาแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี รวมทั้งการทดลองมะละกอจีเอ็มโอด้วย
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเห็นว่าต้องออกกฎหมายควบคุมดูแลโดยตรง โดยร่วมทำงานแบบบูรณาการ ทั้งกรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมอุตสาหกรรมโรงงาน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ กรมทรัพยากรทางทะะเลและชายฝั่ง ฯลฯ
เพราะถ้าไม่มีกฎหมาย ผลกระทบจะมีมากกว่า เนื่องจากควบคุมไม่ได้ แต่เมื่อมีกฎหมายจะควบคุมได้ เช่น ต้องทำโดยระบบปิด ควบคุมระบบภาคสนาม การกำหนดให้ต้องขออนุญาตในการนำเข้า ทดลอง หรือผลิต นอกจากนี้ยังมีผลต่อการเรียกร้องค่าเสียหาย ความรับผิดชอบในทางแพ่ง และมีบทลงโทษ ให้ผู้กระทำผิดให้ชดใช้ด้วย
Ref. ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 (ข่าว) /www.eco-agrotech.com (ภาพประกอบ)