นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยถึงภารกิจแรก ที่ต้องเร่งดาเนินการภายหลัง พ.ร.บ. ส่งเสริม การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้ ว่า ภายหลังพ.ร.บ.ทช. มีผลบังคับใช้เรื่องแรกที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และภาคประชาชน ซึ่งตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ให้นโยบายไว้ ได้แก่ 1. ต้องทำความเข้าใจกับ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งตามพ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีคณะกรรมการระดับประเทศประกอบด้วย 18 หน่วยงาน ที่ดูแลเรื่องทรัพยากร เช่น กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า กรมโยธา ฯลฯ และ รวมถึงภาคประชาชน ชุมชนชายฝั่งที่มีส่วนร่วม 2. เป็นเรื่องของมาตรการต่างๆ ตามกฏหมาย ที่ต้องบังคับใช้และสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน ซึ่งปัญหาในอดีตที่ผ่านมา อาทิเช่น ปัญหา การกัดเซาะชายฝั่ง จากพื้นที่ชายฝั่งที่มีประมาณ 3,000 กิโลเมตร บริเวณที่มีความเสี่ยงต่อ การกัดเซาะชายฝั่งมีอยู่ 650 กิโลเมตร และเป็นพื้นที่ที่มีความเร่งด่วนอยู่ประมาณ 100 กิโลเมตร ถือเป็นภารกิจที่ท้าทายมาก เพราะในอดีต ที่ผ่านมาปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งยังไม่มีหน่วยงานใดดูแลที่เป็นรูปธรรม หรือเรียกได้ว่า เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ภาระส่วนใหญ่จึงไปตกอยู่กับจังหวัด ซึ่ง หลังจากนี้ไปเมื่อพ.ร.บ.ทช.มีผลบังคับใช้เราจะมีคณะกรรมการจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งต้องมีการซักซ้อมความเข้าใจในระดับผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้แทนของจังหวัด และตัวแทนจากภาคประชาชน กลุ่มเครือข่ายชุมชนชายฝั่ง ที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันว่าในอนาคตปัญหาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบและเป็น การบูรณาการร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวต่อว่า ในกรณีที่เป็นการบูรณาการจะมีคณะกรรมการระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทาง ทช. จะเป็นฝ่ายเลขา ซึ่งจะมีการพูดคุยกันในระดับ จังหวัดก่อน ซึ่งการพูดคุยในระดับจังหวัด จะมีการมองถึงปัญหา มองถึงทรัพยากรที่มี มองให้เห็นความสำเร็จ แล้วจึงนำเสนอไปสู่คณะกรรมการระดับประเทศเพื่อพิจารณา หากบริเวณใดที่เป็นบริเวณล่อแหลมหรือ มีปัญหาการบุกรุกทรัพยากร จะทำการประกาศ เขตคุ้มครองทั้งในส่วนป่าชายเลนและในส่วนทะเลทั้งหมด โดยเน้นในพื้นที่ที่ชุมชนมีความพร้อม เช่น ในกรณีของอ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช หรือ กรณีจ.ตรัง เรื่องพะยูน หรือ ปัญหาโลมาอิรวดี ที่มีความคาบเกี่ยวกันในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา จะมีการ พูดคุยร่วมกันโดยอาศัยพื้นฐานของกฎหมายฉบับนี้
นอกจากนี้ยังต้องมีการทบทวนบริบทต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ผ่านมา เช่น ปัญหาการกัดเซาะ ชายฝั่ง ขยะในทะเล การป้องกันและปราบปราม ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่พบมีทั้งเรื่องการบุกรุกทรัพยากร และการใช้ทรัพยากรอย่าง ไม่ถูกต้อง โดยหลังจากวิเคราะห์บริบท ของปัญหาต่างๆแล้วจึงนำไปสู่การวางแผนป้องปรามไม่ให้เกิดปัญหา ถัดมาเป็นเรื่องของการพัฒนา เช่น มิติการท่องเที่ยวทำอย่างไร ให้เกิดความยั่งยืนควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
Ref : มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558