มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน คณะประมง ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "ฝ่าวิกฤตประมงไทยจากภัย IUU" เพื่อระดมสมองและรับฟังความคิดเห็น แลกเปลี่ยนสถานการณ์ของปัญหาการทำประมงแบบ IUU สถานการณ์ประมงและสินค้าประมงของไทย รวมถึงร่วมกันหาทางแก้ไขจากการที่คณะกรรมาธิการยุโรปด้านประมงและทะเล ประกาศขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงแบบ IUU และได้รับใบเหลือง โดยคณะกรรมการธิการยุโรปด้านประมงและทะเลให้โอกาสประเทศไทยในการแก้ไขปัญหา IUU ภายใน 6 เดือน โดยมีนักวิชาการด้านการจัดการทรัพยากรประมงและสิ่งแวดล้อม สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องด้านการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ ร่วมการเสวนา โดยมีวิทยากรผู้ร่วมเสวนาได้แก่ พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ ประธานอนุกรรมการด้านการให้ความรู้เรื่องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติทางทะเล และเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้ตรวจราชการกรม กรมประมง คุณสมภพ ปัญญาไวย์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานทะเบียนเรือ กรมเจ้าท่า ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมแช่เยือกแข็งไทย คุณกมลศักดิ์ เลิศไพบูลย์ เลขาธิการสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย
รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าการเสวนาในครั้งนี้มุ่งหวังเพื่อให้เกิดช่องทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล สถานการณ์ของปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นและมุมมองในการแก้ไขปัญหาจากการทำประมง IUU จากทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนของภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากปัจจุบันการประกอบกิจการธุรกิจในการค้าสินค้าประมงมีความเชื่อมโยงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กิจกรรมต้นน้ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิต ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของการจับสัตว์น้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือการนำเข้า กิจกรรมกลางน้ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขนส่งและกระจายสินค้า และกิจกรรมปลายน้ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแปรรูปสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ความเชื่อมโยงตรงนี้เองที่ทำให้สหภาพยุโรปนำมาใช้ในการควบคุมทางการค้าต้องการควบคุมการประมงที่ผิดกฎหมาย (Illegal) ไม่รายงาน (Unreported) และไร้การควบคุม (Unregulated) หรือที่เรียกว่า การทำประมงแบบ IUU (IUU fishing) โดยมีจุดมุ่งหมายของมาตรการเพื่อให้เกิดการทำประมงอย่างยั่งยืน สำหรับประเทศไทยคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักที่สำคัญของประเทศไทย การหาตลาดแห่งใหม่อาจช่วยเป็นทางออกทางหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันนี้ สินค้าทางการเกษตรหลายชนิด รวมทั้งสินค้าประมง มีแนวโน้มที่จะถูกควบคุมการผลิตผ่านมาตรการหรือมาตรฐานสากลต่างๆ และกำลังถูกนำมาใช้บังคับอย่างจริงจังในสินค้าประมง อาทิ Marine Stewardship Council (MSC), Aquaculture Stewardship Council (ASC) หรือ Global Gap ปัญหาในวันนี้อาจเป็นอุปสรรคในการส่งออกสินค้าประมงในปัจจุบัน แต่ก็อาจเป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาการประมงของประเทศไทยให้มีความยั่งยืน ช่วยเพิ่มโอกาสและช่องทางในการส่งออกได้มากขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ ที่มุ่งเน้นในเรื่องของระบบคุณภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ด้าน รศ.ดร.เชษฐพงษ์ เมฆสัมพันธ์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล กล่าวว่าในปี พ.ศ.2551 คณะรัฐมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบคณะรัฐมนตรีฯ ฉบับที่ 1005/2551 ว่าด้วยการจัดตั้งระบบของประชาคมยุโรปในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัด การประมงที่ผิดกฎหมาย (Illegal) ไม่รายงาน (Unreported) และไร้การควบคุม (Unregulated) ขึ้น เนื่องจากการทำประมงแบบ IUU (IUU fishing) ถือเป็นภัยคุกคามต่อการใช้ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตทางทะเลอย่างยั่งยืน การค้าผลิตภัณฑ์ประมงที่ได้จากการทำประมงแบบ IUU เป็นสิ่งต้องห้ามและต้องมีการควบคุมการนำเข้ามายังประชาคมยุโรปทั้งนี้เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่ก่อให้เกิดสภาพการณ์ด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต โดยกฎระเบียบดังกล่าว เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2553 ที่ผ่านมา
จากประเด็นปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม สหภาพยุโรปจึงได้ออกมาตรการเตือนโดยการให้ใบเหลืองแก่ประเทศไทยและให้เวลา 6 เดือนในการแก้ปัญหา ซึ่งในการแก้ปัญหาเพื่อปลดใบเหลืองนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกระบวนการการดำเนินการหลายประการเพื่อแก้ปัญหาทั้ง 3 ข้อดังกล่าว โดยในแง่ของการป้องกัน และแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมายต้องมีการจดทะเบียนเรือประมงและออกใบอนุญาตทำการประมงให้ถูกต้องตามความเป็นจริง และต้องมีระบบควบคุมและเฝ้าระวังการทำประมงทั้งในแง่ของการตรวจจับ ปราบปรามเครื่องมือที่ผิดกฎหมาย และการทำการประมงผิดประเภท
การปรับปรุงพระราชบัญญัติการประมงและกฎหมายลำดับรองเป็นสิ่งจำเป็นอีกประการหนึ่งของการกำหนดแนวทางการคุ้มครองทรัพยากร โดยจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการจัดทำแผนระดับชาติในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม
นอกจากนี้การจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ หรือ Traceability ที่ถูกต้อง แม่นยำ ยังเป็นมาตรการอีกหนึ่งข้อที่จะช่วยควบคุม และนำเสนอเส้นทางการได้มาของสินค้าประมงไทยได้อย่างชัดเจน เพื่อลดปัญหาข้อสงสัยจากการกระทำผิดกฎหมาย สินค้าประมงที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จนถึงกระบวนการจับ และการแปรรูปย่อมเป็นตัวบ่งชี้ถึงมาตรฐานคุณภาพ และกระบวนการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า โดยอาจะทำควบคู่ไปกับระบบติดตามตำแหน่งเรือ (VMS- Vessel Monitoring System) ที่เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยบ่งชี้ถึงแหล่งทำการประมงเพื่อยืนยันถึงพื้นที่ที่ไม่ถูกหวงห้าม และสามารถประกอบกิจกรรมประมงได้อย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากสินค้าประมงที่จะส่งออกมายังตลาดสหภาพยุโรปจะต้องมีใบรับรองการจับสัตว์น้ำที่ออกโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบของประเทศเจ้าของสัญชาติ (ประเทศเจ้าของธง) ของเรือประมงที่ใช้จับสัตว์น้ำกำกับมาด้วย เพื่อรับรองว่าการจับสัตว์น้ำดังกล่าวได้กระทำถูกต้องตามกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการการอนุรักษ์และการบริหารจัดการระดับนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม การควบคุมและขจัดการทำการประมงแบบ IUU นี้ไม่สามารถดำเนินการได้โดยการใช้การปราบปรามโดยเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม และกระตุ้นจิตสำนึกการทำการประมงแบบรับผิดชอบจากผู้ประกอบการประมงอีกด้วย
ทั้งนี้ ในการเสวนาดังกล่าว ได้มีการแสดงความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมอย่างกว้างขวาง โดยวิทยากรได้ให้ข้อมูลการดำเนินงานและรับฟังความคิดเห็นอันนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหา IUU และการจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน
พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ ประธานอนุกรรมการด้านการให้ความรู้เรื่องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติทางทะเล และเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ดำเนินการจัดตั้ง "ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย" (Command Center for Combating Illegal Fishing) เรียกโดยย่อว่า ศปมผ. (CCCIF) เป็นศูนย์เฉพาะกิจขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้บัญชาการทหารเรือเป็นผู้บัญชาการศูนย์ และมีหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมประมง กรมเจ้าท่า ร่วมดำเนินการ ซึ่งได้มีการวางแนวทางการแก้ไขปัญหา IUU ด้วยการวางระบบและจัดระเบียบ พร้อมกับนำข้อเสนอแนะของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวมาดำเนินการดังนี้
1.การดำเนินงานด้านการวางระบบ
1.1 การปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศ คือ ปัจจุบันมีการออก พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2558 นี้ ซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวก็ยังไม่ครอบคลุม IUU ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดแนวทางโดยการออก พ.ร.บ. แก้ไข 2558 ที่สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ IUU และสามารถดำเนินการสอดคล้องกับการจัดการทรัพยากรประมงของไทย รวมทั้งยังจะต้องมีการพิจารณากฎหมายลูก ไม่น้อยกว่า 17 ฉบับ
1.2 การปรับปรุงภายนอกประเทศ คือ ต้องมีการจัดทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศในการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นไปตามหลักวิชาการด้านการประมง
1.3 แนวทางการปรับปรุง จะต้องสอดคล้องกับหลักการทางวิชาการเพื่อการใช้ทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน 1.4 แนวทางการวางระบบที่ต้องมีผลงานทางวิชาการอ้างอิง ข้อมูล และการตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งต้องทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในทุกภาคส่วน ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ ชาวประมง ทั้งกลุ่มประมงพาณิชย์ ในน่านน้ำ นอกน่านน้ำ และกลุ่มประมงชายฝั่ง ทั้งนี้ควรมีการกำหนดนิยามของเรือประมงพื้นบ้านให้มีความชัดเจนในข้อกฎหมายลูก นอกจากนั้นการดำเนินการวิเคราะห์ระบบจะต้องมีความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ที่มีความแตกต่างทั้งด้านทรัพยากร การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม
2.การดำเนินงานด้านการจัดระเบียบ
2.1 จัดทำ "แผนปฏิบัติการแห่งชาติในการแก้ปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Thailand's National Plan of Action to Prevent, Deter and Eliminate IUU Fishing, NPOA-IUU)
2.2. มีการนำระบบการตรวจสอบติดตามการทำประมง (Vessel monitoring system, VMS) โดยการใช้เครื่องมือติดตามกลุ่มเรือประมง เริ่มต้นจากเรือประมงที่มีขนาดไม่น้อยกว่า 30 ตันกรอส และควรมีการกำหนดรูปแบบการดำเนินงานกับเรือทุกขนาด เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่ยั่งยืน
2.3 มีระบบการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเรือเข้า-ออก (PIPO) Port in - Port out จำนวน 28 ศูนย์
2.4 การตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อการรับรองสินค้าประมง โดยมีศูนย์ติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (Monitoring Control and Surveillance Center: MCS) เพื่อให้เกิดระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability System)
2.5 การตรวจตราการเฝ้าระวัง ของ ศปมผ. ร่วมกับ ศรชล. (ศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพเรือ กรมศุลกากร กรมประมง กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรทางทะเลและตำรวจน้ำ 2.6 การกำหนดและขึ้นทะเบียนเรือประมง เครื่องมือประมง และด้านแรงงานประมง ให้แล้วเสร็จ คือ 30 มิถุนายน 2558 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมประมง กรมเจ้าท่า และกรมแรงงานสวัสดิการสังคม และหน่วยงานของกองทัพเรือ ในการบูรณาการ นำข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์และนำไปสู่การกำหนดแนวทางการจัดการประมง มีการจัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนเรือแบบ One Stop Service นอกสถานที่ เพื่ออำนวยความสะดวกในกลุ่มเรือที่ไม่ได้จดทะเบียน ขาดการต่ออายุเรือ
นอกจากนี้สำหรับเครื่องมือประมง มีข้อเสนอแนะจากที่ประชุมให้พิจารณาเรื่องพฤติกรรมการทำประมง การใช้เครื่องมือประมงมากกว่า 1 ชนิด ว่าจะดำเนินการอย่างไร ในการดูแลการขึ้นทะเบียนอาชญาบัตร และการทำความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
ด้านการพิจารณาเครื่องมือประมงที่เหมาะสมในการนำทรัพยากรมาใช้ หน่วยงานรัฐต่างๆ ต้องทำความเข้าใจชาวประมงและการกำหนดข้อกฎระเบียบ มาตรการ ซึ่งต้องยืนอยู่บนพื้นฐานข้อมูล/ข้อเท็จจริงในการทำประมงเชิงประจักษ์ และข้อมูลทางวิชาการที่สามารถประเมินสถานการณ์ทรัพยากรได้
Ref : บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558