รายงานเจาะลึกสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2566 - 2567 เผยให้เห็นปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งทั้งในด้านบวกและด้านลบ
รวมถึงสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งทะเล ดังนี้:
สถิติแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่ง:
- แนวโน้มการกัดเซาะลดลง (Lower Trend): มีระยะทางรวม 37.81 กิโลเมตร โดยพบในจังหวัด ตราด, นราธิวาส และระนอง ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวและการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
- แนวโน้มการกัดเซาะเพิ่มขึ้น (Upper Trend): มีระยะทางรวม 25.70 กิโลเมตร โดยพบในจังหวัด สมุทรปราการ, สมุทรสงคราม และสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการก่อสร้างของมนุษย์
4 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง:
- การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ: 47%
- การก่อสร้างโครงสร้างที่ตั้งฉากกับแนวชายฝั่ง: 32%
- การก่อสร้างรุกล้ำลงไปในพื้นที่ชายฝั่ง: 17%
- การทำลายแนวป้องกันตามธรรมชาติ: 4%
จัดอันดับความรุนแรงของพื้นที่ถูกกัดเซาะรายจังหวัด:
- พื้นที่วิกฤตสูงสุด (กัดเซาะรุนแรง > 10 กิโลเมตร):
- จังหวัดปัตตานี: เสียหายรุนแรงที่สุดในประเทศ มีระยะทางถูกกัดเซาะสูงถึง 13.69 กิโลเมตร
- พื้นที่ที่มีการกัดเซาะปานกลาง (ระยะทาง 5 - 9 กิโลเมตร):
- สงขลา (8.51 กม.)
- ระนอง (7.29 กม.)
- ประจวบคีรีขันธ์ (6.49 กม.)
- ตรัง (6.40 กม.)
- เพชรบุรี (5.29 กม.)
- นครศรีธรรมราช (5.15 กม.)
- พื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีการกัดเซาะน้อยกว่า 5 กิโลเมตร (รวม 12 จังหวัด): เช่น ตราด (4.54 กม.), นราธิวาส (4.39 กม.) และจันทบุรี (0.27 กม.)
- พื้นที่สถานะคงที่ (Stable): พบว่ามี 4 จังหวัด ที่สถานะชายฝั่งมั่นคงและไม่พบการกัดเซาะเพิ่มเติมในปีนี้
แหล่งที่มา : รายงานสถานการณ์ด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศ พ.ศ. 2567