ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ชายหาดชายฝั่งทะเลอ่าวไทยจ.นครศรีธรรมราช-สงขลา ยังถูกกัดเซาะอย่างต่อเนื่องชาวบ้านปากพนังเดือดร้อนหนักหลังคลื่นไล่ถึงหลังบ้านแต่ยังไม่มีที่อยู่อาศัยสำรอง ด้านสงขลาก็วิกฤตไม่น้อยคาดหาดสมิหลาจะถูกกัดเซาะจนสิ้นชื่อภายใน 5 ปี ชี้เพราะมีการปลูกสร้างลงทะเลโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และใช้วิธีแก้ไขแบบถมทะเลไปเรื่อยๆ ด้านเทศบาลนครสงขลาเตรียมทำเขื่อนกันคลื่นมูลค่า 50 ล้านบาทซ้ำ
ปัญหาการพังทลายของชายหาดกลายเป็นภัยธรรมชาติสำคัญที่สร้างความวิตกให้แก่จังหวัดแถบอ่าวไทย โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นใน จ.นครศรีธรรมราช-สงขลาซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี กระทบต่อชาวบ้าน และบางแห่งทำให้ทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยวต้องสูญเสียไป ตลอดจนต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการแก้ปัญหา ที่ก่อให้เกิดผลกระทบในจุดอื่นตามมาไม่จบสิ้น
11 ปีสูญเงินกู้ชายหาด "สมิหลา" 73 ล.
ดังเช่นที่กำลังเกิดขึ้นที่แหลมสมิหลา ซึ่งเปรียบเสมือนห้องรับแขกของ จ.สงขลา ที่มีชายหาดสีขาวตลอดแนว4,300 เมตร ปัจจุบันถูกคลื่นกัดเซาะเป็นแนวยาวนับตั้งแต่ห้วงวันที่ 23 พฤศจิกายน 26 ธันวาคม 2548 ความรุนแรงของคลื่น ทำให้ชายหาดตลอดความยาว 2,500 เมตร ถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงอย่าง เห็นได้ชัด จนแนวต้นสน ซึ่งกั้นกลางระหว่างหาดและถนนถูกเกลียวคลื่นถาโถมซัดล้มจำนวนมาก บางจุดถูก ทำลายพื้นผิวจราจรได้รับความเสียหาย ทำให้เทศบาลนครสงขลาต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการหาหินมาทิ้ง เพื่อป้องกันการกัดเซาะชั่วคราว
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2541-2552 สูญเสียความกว้างของชายหาดประมาณ 9.4 เมตร เทศบาลนครสงขลาได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละปี โดยการวางถุงทรายไม่น้อยกว่าปีละ 100,000 ถุง งบประมาณไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการทุ่มงบป้องกันและแก้ไขด้วยวิธีต่างๆ เพื่อยื้อสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม
เริ่มต้นจากทำเขื่อนหินทิ้งรูปตัวที ปี 2541 ยาวประมาณ175 เมตร ใช้งบ 6 ล้านบาท กำแพงกันคลื่นแบบหินทิ้งปี 2542 ยาวประมาณ 200 เมตร งบ 1.2 ล้านบาท เขื่อนหินGabion ปี 2549 ยาวรวม 400 เมตร งบ 3.3 ล้านบาท และเขื่อนกระสอบทรายใยสังเคราะห์ โดยได้รับงบประมาณจากกรมโยธาธิการ ปี 2551 ยาวประมาณ 250 เมตร งบ 8.1 ล้านบาท และปี 2552 งบ 46 ล้านบาท เป็นเงินประมาณ 73.6 ล้านบาท
ทุ่มอีก 50 ล.สร้างเขื่อนหินกันคลื่น
นายพีระ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลาเปิดเผยว่า มีการคาดการณ์ว่าหาดสมิหลาจะหายไปภายใน 5 ปี เพราะจะถูกคลื่นกัดเซาะพัดพาทรายไปอยู่ที่อื่นจนหมด แต่เวลาอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการหายไปของหาดสมิหลา เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ของคนสงขลาและบางจุดที่มีการกัดเซาะนั้นยอมรับว่ามีสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาภายหลังที่อาจจะล่วงล้ำแนวทะเล ดังเช่นบริเวณชายหาดชลาทัศน์ที่มีการก่อสร้างแนวถนนขึ้นภายหลังหรือการเข้ามาของชุมชนเก้าเส้ง
ในรอบหลายปีภาครัฐจึงต้องสูญเสียงบประมาณเพื่อปกป้องกว่า 70 ล้านบาท จึงมีการพูดคุยกันถึงทางเลือกว่าจะเป็นไปได้ไหมที่จะปล่อยให้จุดที่กัดเซาะให้เป็นทะเล และหาที่ใหม่มาทดแทน เพราะในอนาคตยังต้องใช้งบประมาณต่อไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาชายหาดเอาไว้
แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เฉพาะราชการเท่านั้นที่จะมาร่วมคิด ทว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมและเป็นบทหนึ่งที่จะทดสอบสังคม พร้อมกับเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประเด็นล่อแหลมให้สังคมได้รับรู้มากขึ้น ด้วยที่ผ่านมาชาวบ้านเองก็เรียกร้องให้มีการเอาหินมาสร้างเขื่อนกันคลื่น แต่บางแห่งก็ใช้กระบวนการทางศาลแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม เทศบาลนครสงขลาเตรียมดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งกรณีเร่งด่วน หาดสมิหลา ถนนชลาทัศน์ และป้องกันพื้นที่ป่าสนประมาณ 75 ไร่ ตลอดจนไม่ให้ผิวจราจรซึ่งอยู่ใกล้แนวชายหาดชำรุด จากกระทรวงมหาดไทย เพื่อพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกรณีเร่งด่วน ในปีงบประมาณ 2553-2554 จำนวน 50 ล้านบาท ตั้งแต่บริเวณชายหาดสมิหลา ถนนชลาทัศน์ต่อจากโครงการเดิมของกรมโยธาธิการจังหวัดสงขลา ขึ้นไปทางทิศเหนือถึงบริเวณวงเวียนลานอ่านหนังสือหลังโรงแรมบีพี สมิหลาระยะทาง 2,500 เมตร
การสร้างเขื่อนหิน Gabion จะปรับปรุงจากแบบก่อสร้างเดิมที่มีขึ้นแล้ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันแรงกระแทกจากน้ำทะเลที่มากัดเซาะชายฝั่ง และยังคงสภาพภูมิทัศน์หาดทรายให้ดูเหมือนไม่มีสิ่งก่อสร้างตัวเขื่อนกว้าง 1 เมตร สูง 2 เมตร และกว้าง 1 เมตร สูง1 เมตร อยู่ใต้ระดับผิวดินบริเวณชายหาดประมาณ 0.50 เมตร (เทียบระดับพื้นผิวดินบริเวณป่าสน) และมีหินทิ้งหน้าเขื่อนกว้าง 3 เมตรที่ระดับความลึก 2 เมตร สูง 0.50 เมตร พร้อมแผ่นจีโอเทคไทร์กันทรายไหลกั้นระหว่างตัวเขื่อนหิน นอกจากนี้จะมีการตกแต่งหาดทรายและชายหาด ตลอดจนส่วนที่ถูกกัดเซาะให้คืนสู่สภาพเดิม
"มีการคาดการณ์ว่าหาดสมิหลาจะหายไปภายใน 5 ปีเพราะจะถูกคลื่นกัดเซาะพัดพาทรายไปอยู่ที่อื่นจนหมดแต่เวลาอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการหายไปของหาดสมิหลาเพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ของคนสงขลา"