กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

ภาวะโลกร้อนกับโลกอนาคต

  • 22 ธ.ค. 2552
  • 1,262

 

นิติภูมิ นวรัตน์

          ผู้อ่านท่านหนึ่งมีอีเมล์มาถามนิติภูมิว่า การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 15 และพิธีสารเกียวโตสมัยที่ 5 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ไม่ประสบความสำเร็จนั้น ต่อไปในอนาคต โลกของเราใบนี้จะประสบพบชะตากรรมอย่างไร?

นิติภูมิขอนำข้อมูลจากรายงานฉบับที่ 4 ของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
หรือไอพีซีซี
มารับใช้ดังนี้ครับ


อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้นอีก 1.8-4 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย น้ำในทะเลจะสูงขึ้น แม้ว่าจะสูงขึ้นไม่มาก แต่น้ำทะเลจะหนุนน้ำที่ไหลจากแม่น้ำให้เอ่อล้นตลิ่ง เกษตรกรที่เคยมีพื้นที่เกษตรกรรมก็จะไม่มีพื้นที่อีกต่อไป เพราะจะถูกน้ำท่วมหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำแยงซีของจีน แม่น้ำแดงในเวียดนาม แม่น้ำคงคา-พรหมบุตรในบังกลาเทศ ฯลฯ 


น้ำท่วมจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของภูมิภาคเอเชียใต้หายไป 30% ผู้คนในทวีปเอเชีย 120-1
,200 ล้านคน จะทุกข์ทรมานจากการโดนน้ำท่วม พอถึง พ.ศ.2593 น้ำท่วมจะทำให้คนเอเชีย 185-981 ล้านคนไม่มีที่ทำกิน


อุณหภูมิโลกสูงขึ้น แมลงวันจะเยอะมากขึ้น อหิวาตกโรคจะแพร่ขยายกระจายไปมากกว่าเดิม ยุงที่ไม่เคยบินว่อนไปมาในเขตหนาว เมื่ออากาศอุ่นขึ้น คราวนี้ยุงก็จะบินได้ในพื้นที่ทางเหนือและใต้ของโลก โรคมาลาเรียจะระบาดมากขึ้น


มากมายหลายพันเป็นหมื่นปี ที่น้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยยังคงสภาพเป็นธารน้ำแข็งไว้ได้ แต่ในห้วงช่วง 100 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และใช้พลังงานจากฟอสซิลราคาถูกมากขึ้น ทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น ธารน้ำแข็งที่มีขนาดไม่ถึง 4 ตารางกิโลเมตร ก็จะละลายหายไป น้ำแข็งละลายอย่างไว ก็ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำไหลลงมาอย่างไว ก็ทำให้ชะดินโคลนลงมาด้วย ทำให้เกิดโคลนถล่ม เมื่อน้ำแข็งหมดไป อ้าว คราวนี้น้ำในแม่น้ำไม่มีแล้ว


พ.ศ.2552 คนอินเดียมีน้ำใช้ต่อหัวประมาณ 1
,900 ลูกบาศก์เมตร แต่เมื่อน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลายหมดแล้ว พ.ศ.2568 คนอินเดียจะเหลือน้ำให้ใช้เพียงคนละ 1,000 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น


53 ประเทศในทวีปแอฟริกา มีโรงงานน้อยกว่าที่มีอยู่ในทวีปอื่นเยอะ และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซต์ ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน และซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรต์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุด แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น ทุกประเทศในทวีปแอฟริกานี้กลับโดนกระทบมากที่สุด 


ปัจจุบันทุกวันนี้ คนแอฟริกันที่อาศัยในประเทศใกล้ทะเลทรายซาฮารา ขาดแคลนอาหารประมาณ 25% ของคนที่ขาดแคลนอาหารทั่วโลก จากการวิจัยและคำนวณกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน หากโลกร้อนขึ้นอีกเพียง 3 องศาเซลเซียส ความแห้งแล้งจะแผ่ปกคลุมพื้นดินกินพื้นที่กว้างกว่า 9 แสนตารางกิโลเมตร โลกร้อนขึ้น ทำให้ภูมิภาคแอฟริกามีฤดูเพาะปลูกหดสั้นลง พ.ศ.2623 คนแอฟริกัน 90% ของประชากรทั้งหมด จะขาดทั้งอาหารและน้ำดื่มอย่างรุนแรง


ถ้าอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นจาก พ.ศ.2533 เพียง 2 องศาเซลเซียส โรคพวกนี้จะระบาดหนักและรุนแรงมากขึ้นคืออหิวาตกโรค เยื้อหุ้มสมองอักเสบ และไข้เลือดออก


ประเทศต่างๆทางทวีปยุโรปซึ่งแต่เดิมมีอากาศหนาว ภาวะโลกร้อนจะทำให้อุณหภูมิทางยุโรปเหนือมีอุณหภูมิสูงขึ้น มีฤดูเพาะปลูกยาวนานขึ้น
พื้นที่ทางการเกษตรจะมากขึ้น และแน่นอนครับ ป่าไม้ ทางยุโรปจะมีอาณาเขตกว้างขวางขึ้น ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ในทวีปยุโรปจะมีมากขึ้น


แต่อากาศร้อนทำให้หิมะละลาย การท่องเที่ยวบางอย่างจะลดน้อยถอยลงไป หิมะละลาย ไม่มีหิมะก็เล่นสกีไม่ได้ หิมะละลายไวก็ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน พอถึงหน้าร้อน อ้าว ก็ให้เกิดคลื่นความร้อนเกิดขึ้นอย่างรุนแรงมากขึ้น อย่างที่เคยเกิดในอินเดีย ทำให้คนตายไปทั้งหมู่บ้าน เมื่อไม่กี่ปีก่อนก็เกิดคลื่นความร้อนในทวีปยุโรป ทำให้คนตายไปเยอะเหมือนกัน


ประเทศหมู่เกาะต่างๆ ไม่ว่าจะไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาะเซาท์จอร์เจีย และหมู่เกาะเซาท์แซนด์วิช (ดินแดนปกครองตนเองของสหราชอาณาจักร) เกาะเวก (ดินแดนของสหรัฐอเมริกา) หรือหมู่เกาะวาลลิสและเกาะฟุตูนา (ดินแดนของฝรั่งเศส) พวกนี้จะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการที่น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งอย่างรวดเร็ว ป่าชายเลนและแนวปะการังจะถูกทำลายไปอย่างไวเหมือนกัน 


น้ำในทะเลอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้สัตว์บางพันธุ์ที่เคยมีชีวิตอยู่ใต้ท้องทะเลอย่างสงบและมีความสุขต่อเนื่องมานานหลายหมื่นปี จะตายหายสิ้นสูญพันธุ์ไปด้วย


ผู้อ่านท่านที่เคารพครับ ภาวะโลกร้อนทำร้ายโลกมนุษย์ใบนี้ของเราได้อย่างรวดเร็ว หากมนุษย์ทุกคนไม่ช่วยกันแก้ โอกาสที่เผ่าพันธุ์มนุษย์จะสูญพันธุ์ในอนาคตอีกหลายร้อยปี หรือพันปี ก็มีครับ
 
 

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง