กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

คนไทยควรรู้:ประชุมสุดยอดClimateChange

  • 9 ธ.ค. 2552
  • 1,266

          นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไปร่วมการประชุมสิ่งแวดล้อมระดับโลก ที่กรุงโคเปนเฮเกน ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคมนี้

          ย่อมเกิดคำถามว่า การที่ผู้นำทั้งโลกไปรวมตัวกันครั้งนี้ จะแก้ปัญหา "โลกร้อน" ได้จริงจังกว่าการประชุมครั้งก่อนๆ อย่างไรหรือ ต้องเริ่มต้นด้วยการยืนยันว่า ประเทศไทยจะต้องยืนอยู่แถวหน้าของการระดมมาตรการเพื่อเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการแก้ปัญหา Climate Change เพราะยิ่งนานวัน สังคมโลกก็จะยิ่งคาดหวังว่า ประเทศต่างๆ จะต้องมีจุดยืนประเด็นนี้ชัดเจน
เรื่องปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นไทยก็ใช่ย่อย อยู่อันดับที่ 24 ของทั้ง 186 ประเทศ...ขณะที่เบอร์หนึ่ง คือ จีน ตามมาด้วยสหรัฐ สหภาพยุโรป รัสเซีย และอินเดีย

          กรณี "มาบตาพุด" ของไทยเราเป็นตัวอย่างของการที่ฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำของไทย ไม่สำเหนียกในความสำคัญของการสร้างกลไก และมาตรการเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในกระบวนการสร้างเศรษฐกิจ ทำให้ลุกลามบานปลายกลายเป็นวิกฤติทั้งด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย และเรื่องของ "สิทธิชุมชน" จนเกิดความเสียหายทั่วหน้ากัน
ถามว่าการประชุมใหญ่ ที่มีชื่อทางการ ว่า United Nations Climate Change Conference Dec 7-18 2009 ที่โคเปนเฮเกน จะได้เรื่องได้ราวอะไรหรือไม่

          คำตอบก็คือว่าแม้จะคาดหวังไม่ได้ว่าประเทศต่างๆ จะสามารถตกลงในเนื้อหาสาระและข้อผูกมัดได้ แต่การมีเวทีเพื่อการแลกเปลี่ยน ถกแถลง และต่อรองกันในเรื่องที่มีความสำคัญระดับโลกเช่นนี้ ย่อมจะมีประโยชน์มากกว่าข้อเสีย
อย่างน้อยผู้นำการเมืองที่จะไปร่วมประชุม จะต้องแสดงความรับผิดชอบในการร่วมกำหนดทิศทางของโลก เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะโลกร้อนทำลายอนาคตของสังคมโดยส่วนรวม
ดังนั้น เนื้อๆ ของการหารือ ก็จะต้องหาคำตอบต่อคำถามหลักๆ ได้ว่า

          1. ประเทศร่ำรวยจากอุตสาหกรรมทั้งหลายทั้งปวง จะพร้อมประกาศจุดยืนของตนว่าจะลดการปล่อยก๊าซพิษ หรือ "greenhouse gases" มากน้อยเพียงใด
สถิติทางการชี้นิ้วไปที่ประเทศที่เป็น "ผู้ร้าย" ของปัญหานี้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา หรือญี่ปุ่น หรือเยอรมนี ซึ่งต้องอาศัย "ความกล้าหาญทางการเมือง" ในการพิสูจน์ว่าพร้อมที่จะ "เสียสละ" เพื่อให้โลกใบนี้ยังสามารถรองรับมลพิษต่อไปได้นานแค่ไหน

          2. ประเทศกำลังพัฒนายักษ์ๆ อย่างจีน และอินเดีย จะยอมลดการปล่อยก๊าซพิษเหล่านี้จากโรงงานและกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจของตนเพียงใด
สองประเทศนี้มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าใครเพื่อน (จีนเพิ่งประกาศอัตราโต 8% และอินเดีย 7.9% สำหรับไตรมาสล่าสุด ทั้งๆ ที่โลกเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย)

          3. โลกนี้จะหาทางช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาในการหาทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้อย่างไร
แปลว่าประเทศที่รวยกว่าจะต้องช่วยประเทศที่จนกว่าในการป้องกันไม่ให้โลกใบนี้เน่าเสียจนอยู่กันไม่ได้
เหตุผลง่ายนิดเดียว...โลกนี้มีอยู่เพียงใบเดียว ไม่ว่าคุณจะร่ำรวยแค่ไหน มีอำนาจบาตรใหญ่เพียงใด คุณก็หนีไปอยู่โลกอื่นไม่ได้ ดังนั้น หากคุณไม่ช่วยประเทศเล็กกว่า ยากจนกว่า ในการลดระดับก๊าซที่เป็นพิษในชั้นบรรยากาศของโลก วันหนึ่งในอนาคตอันใกล้ คุณก็ตายเองอยู่ดี

          คำถามต่อไปที่จะต้องถกกันให้กระจ่างแจ้งที่โคเปนเฮเกน ก็คือ เมื่อตกลงกันได้ว่าจะหาเงินมาทำงานระดับโลกนี้ได้แล้ว จะบริหารจัดการเงินก้อนนี้กันอย่างไร เพราะมีเงินที่ไหน ย่อมมีปัญหาการจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุดที่นั่น การประชุมที่โคเปนเฮเกน เป็นการส่งต่อเพื่อหาข้อตกลงมาแทน Kyoto Protocol ที่ลงนามกับที่เกียวโต ของญี่ปุ่น เมื่อเดือนธันวาคม ปี 1997 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เมื่อ 2005 หรือเมื่อ 4 ปีก่อน

          ตัว "อนุสัญญาเกียวโต" ระบุเป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ ลงนามแล้วโดย 184 ประเทศ
แต่ยกเว้นประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะตอนนั้น จอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นประธานาธิบดี ซึ่งยืนยันว่า จะไม่ลงนามผูกมัดตนเองในเรื่องนี้ เพราะจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเขา

          เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ "เบี้ยว" อย่างนี้ ความศักดิ์สิทธิ์ และเข้มข้นของ Kyoto Protocol ก็ย่อมจะหายไป และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อเมริกา ก็โดนมองว่าเป็น "ผู้ร้าย" ของเรื่องนี้มาตลอก

          แต่เมื่อ บารัก โอบามา ประกาศว่าจะมาร่วมประชุมที่โคเปนเฮเกนด้วยตนเอง ก็ย่อมจะเป็นการส่งสัญญาณด้านบวกที่น่ายินดี...แปลว่าประเทศที่เป็นตัวการที่ปล่อยก๊าซอันตรายขึ้นไปทำให้คนทั้งโลกต้องเดือดร้อนนั้น กำลังสำนึกผิดและพร้อมจะมานั่งลงพูดจากับประเทศอื่นๆ เพื่อไม่ให้กลายเป็น "แกะดำ" ตัวใหญ่ไปตลอด

          มะกันเคยอ้างว่าที่ตนไม่ยอมร่วมลงนามใน Kyoto Protocol นั้น นอกจากจะกลัวผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของตนแล้ว ก็ยังเป็นเพราะประเทศกำลังพัฒนาใหญ่อื่นๆ อาทิเช่น จีนก็ไม่ได้เข้าร่วมในกระบวนการนี้ด้วย คราวนี้ จีน และอินเดีย ก็ทำท่าว่าพร้อมจะนั่งลงพูดจากันให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้

          ราคาน้ำมันที่ลดลงกับเศรษฐกิจโลกที่เจอกับวิกฤติมาปีสองปี ย่อมจะมีผลทางลบต่อความพยายามที่จะให้ประเทศทั้งหลายในโลกกระโดดลงมาร่วมหอลงโรง ในเรื่องสร้างความพร้อมในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

          แต่หากการประชุมที่โคเปนเฮเกน ล้มเหลว ไร้ข้อตกลง และต่างคนต่างโยนบาปให้กันและกัน หายนะของสิ่งแวดล้อมโลก ก็กำลังรออยู่ป้ายหน้าเท่านั้นเอง

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง