เรื่องของการลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมของโลกนั้น ปัจจุบันเป็นกระแสใหญ่ที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องให้ความสำคัญ โดยล่าสุด 2 ประเทศยักษ์ใหญ่คนละซีกโลกที่ต้องถือว่าเป็นประเทศที่สร้างผลกระทบสูงมาก อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่เคยยึกยักกับเรื่องนี้ ก็เริ่มมีท่าทีให้ความสำคัญมากขึ้นแล้ว ซึ่งก็เป็นข่าวดี
แต่จะอย่างไรทุก ๆ ประเทศก็ต้องมี “แผนรองรับปัญหา” และประเทศไทยเราก็ต้องมี “แผนยุทธศาสตร์” เช่นกัน !!
กับภาพใหญ่ที่เป็นสากลนั้น โลกยุคปัจจุบันมีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UFCCC) ขณะที่แต่ละประเทศต่างก็มีแผนทางด้านนี้ ส่วนประเทศไทยเรานั้นทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นหน่วยงานกลางในเรื่องนี้ และไทยก็มี แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2551-2555 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2551 และคณะรัฐมนตรียังได้มีมติเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ให้มีการจัดทำ แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ระยะเวลา 10 ปี (2553-2562)
ในส่วนของแผนยุทธศาสตร์ปี พ.ศ. 2551-2555 นั้น ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่... สร้างความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับมือและลดความล่อแหลมต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซบนพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน, สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, สร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, เพิ่มศักยภาพบุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, พัฒนาการดำเนินงานในกรอบความร่วมมือกับต่างประเทศ
ทั้งนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ในไทยได้มีการจัดประชุมสัมมนาเรื่องการจัดทำแผนรองรับการปรับตัวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี นายคลีเมนส์ ฮาสเซิล เจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมแห่งเยอรมนี มาร่วมงาน และมีการนำแนวทางการดำเนินการในเรื่องนี้ของทางเยอรมนีมาถ่ายทอดเป็นกรณีศึกษาด้วย
นายคลีเมนส์ระบุว่า... ยุทธศาสตร์การปรับตัวระดับชาติในเรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านสภาวะอากาศของเยอรมนี เป็นการ วางแผนในภาพกว้างตั้งแต่ระดับประเทศไปจนถึงระดับภูมิภาค จาก ระดับบนลงล่าง สร้างความเป็นระบบในการจัดทำแผน ให้ความสำคัญกับระดับปฏิบัติการ เพราะเป็นเรื่องของการนำไปใช้ ขณะที่หน่วยงานแต่ละท้องถิ่นก็จะมีแผนปฏิบัติของตนเองที่จะตอบสนองแต่ละปัญหาที่จะเกิดขึ้น
“20 ปีที่ผ่านมา อากาศที่เปลี่ยนแปลงได้สร้างความเสียหายต่อเยอรมนีไม่น้อย เช่น น้ำท่วม เสียหายราว 13 พันล้านยูโร, อากาศร้อน ความแห้งแล้ง เสียหายไปราว 1 พันล้านยูโร พายุ ต่าง ๆ เสียหายไปราว 4.5 พันล้านยูโร มีผู้เสียชีวิตไปราว 7,000 คน และผลกระทบเรื่องโลกร้อนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น” ...นายคลีเมนส์ ระบุ
ตัดกลับมาที่ประเทศไทยเรา ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ หัวหน้าชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สะท้อนว่า... แผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของแต่ละประเทศเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ เพราะเราใช้โลกร่วมกัน เมื่อมีปัญหาต้องแก้ด้วยกัน ความสำคัญในลำดับต่อมาคือการจัดทำแผนเป็นการรองรับผลกระทบทางกายภาพอันเนื่องมาจากปัญหาโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นฝนทิ้งช่วง หรือภัยพิบัติธรรมชาติต่าง ๆ อีกทั้งยังมีเรื่องการกีดกันทางการค้าในรูปแบบภาษีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อม
“เรื่องนี้ก็มีผลกระทบต่อเอกชนมาก และต้องปรับตัวค่อนข้างมาก เพราะต้องเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในรูปแบบของการเสียภาษีที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ก็จะต้องเลือกระหว่างการปรับกระบวนการขั้นตอนการผลิตเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการใช้พลังงาน หรือจะยอมเสียภาษี” ...ดร.บัณฑูรชี้
ด้าน กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม และรองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) บอกว่า... การจัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยนั้น ในแง่หลักการเป็นเรื่องที่ดี เป็นครั้งแรกของไทยที่จะมีกรอบแนวคิดในการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริง รวมถึงการมีเจ้าภาพดำเนินการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
“จะทำให้การจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมมีทิศทางที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ยังเป็นห่วงคือจะมีกลไกที่จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามแผนแม่บทและมาตรการได้มากเพียงใด และการเขียนแผนแม่บทก็ควรต้องสอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมากที่สุด” ...รอง ผอ.มูลนิธิชีววิถีตั้งข้อสังเกต
ทั่วโลกตื่นตัวรับมือ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ประเทศไทยเองก็เริ่มเดินหน้าในส่วนของ “แผนรับมือ” แต่ที่สำคัญคือทุกคนต้องตระหนัก “รักษ์สิ่งแวดล้อม”