DMCR NEWS

การบูรณาการจัดการปัญหากัดเซาะชายฝั่ง กับแผนพัฒนาภาค...

  • 2 มี.ค. 2560
  • 6,565
การบูรณาการจัดการปัญหากัดเซาะชายฝั่ง กับแผนพัฒนาภาค...

ในช่วงกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพชายฝั่งทะเลของประเทศไทยจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ นับว่าสร้างความวิตกและสะท้อนความรุนแรงของปัญหาในหลาย ๆ ระดับ กล่าวคือ ข้อมูลชายฝั่งทะเลของประเทศไทยมีความยาวประมาณ 2,650 ถึงกว่า 3,148 กิโลเมตร (ความยาวที่แตกต่างกันมาจากวิธีการสำรวจประเมิน และปี พ.ศ.ที่ทำการสำรวจรายงานข้อมูล) โดยในจำนวนนี้มีชายฝั่งทะเลที่ถูกกัดเซาะประมาณ 650 ถึง 830 กิโลเมตร  จากข้อมูลการกัดเซาะชายฝั่ง ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปี พ.ศ.2554 จำแนกเป็น ชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะรุนแรง หรือมีอัตราการถูกกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี จำนวน 253 กิโลเมตร (ด้านอ่าวไทย 228 กิโลเมตร ด้านอันดามัน 25 กิโลเมตร) และชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะปานกลาง หรือมีอัตราการถูกกัดเซาะน้อยกว่า 5 เมตรต่อปี จำนวน 577 กิโลเมตร (ด้านอ่าวไทย 502 กิโลเมตร ด้านอันดามัน 77 กิโลเมตร)

สาเหตุการกัดเซาะชายฝั่งและผลกระทบ มาจากปัจจัยทางธรรมชาติ คลื่นลม กระแสน้ำ ขึ้นน้ำลง ลมมรสุมและพายุเป็นปัจจัยสำคัญเนื่องจากมีการกระทำต่อชายฝั่งอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยในส่วนของกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดปัญหากัดเซาะชายฝั่ง ได้แก่ การสร้างเขื่อน ฝายกั้นแม่น้ำลำคลอง การสร้าง/พัฒนาสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ชายฝั่งและในทะเล (ซึ่งรวมถึงโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง) การบุกรุกทำลายป่าชายเลน การทรุดตัวของแผ่นดินจากการสูบบาดาล การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งส่งผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจ  ด้านสังคม/คุณภาพชีวิต ด้านความมั่นคง ด้านระบบนิเวศ  โดยจากการประเมินพบว่ามีการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งจากปัญหาถูกกัดเซาะไปมากกว่า 113,042 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเฉพาะที่ดินมากกว่า 1 แสนล้านบาท มีชุมชนที่ต้องอพยพออกจากถิ่นฐานในพื้นที่ชายฝั่งนับเป็นร้อย ๆ ครัวเรือน  การสะสมเคลื่อนย้ายตะกอนจากพื้นที่ชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและแหล่งอาศัยหากินแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำวัยอ่อน เกิดความสูญเสียความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อาหารและความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งยังนำมาซึ่งกรณีการเรียกร้องให้ทางราชการชดเชยเยียวยากรณีพื้นที่กรรมสิทธิ์ชายฝั่งถูกกัดเซาะอันเป็นปัญหาด้านความมั่นคง

การจัดการป้องกันแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่ง  ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 โดยรูปแบบ/วิธีการดำเนินการจะขึ้นอยู่กับสภาพทางกายภาพของชายฝั่งประกอบกับผลการศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล (Revetment)  กำแพงป้องกันคลื่นริมชายหาด (Sea wall)  รอดักทราย (Groin)  เขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง (Offshore breakwater)  การปักเสาดักตะกอนเพื่อปลูกป่าชายเลน (Edging)  การฟื้นฟูชายหาด (Beach restroration) เป็นต้น ซึ่งการจัดการปัญหากัดเซาะชายฝั่งทะเลในอดีตที่ผ่านมามีทั้งที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ผลดี และในบางพื้นที่โครงสร้างการป้องกันปัญหากัดเซาะชายฝั่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เท่าที่ควร หรือสร้างผลกระทบให้พื้นที่ชายฝั่งใกล้เคียงเกิดปัญหา  กัดเซาะขึ้นทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ บริเวณชายฝั่งที่ต่อเนื่องกัน  โดยที่การจัดการป้องกันแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งมีความจำเป็นต้องใช้หลักวิชาการในลักษณะสหวิทยาการหลากหลายด้าน และเกี่ยวข้องกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม จึงจำเป็นต้องมี “การบูรณาการจัดการป้องกันแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่ง” ดังนั้น ต่อมาจึงได้มีมติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบกรอบแผนบูรณาการงบประมาณการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด (ปี พ.ศ.2554 – 2559) ซึ่งในช่วงระยะ 6 ปีของกรอบแผนบูรณาการฯ ดังกล่าวข้างต้นได้มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการต่าง ๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งทะเล รวมจำนวน 209 โครงการ วงเงินงบประมาณจำนวน 6,187 ล้านบาท โดยหากรวบรวมการใช้จ่ายเงินงบประมาณสำหรับการป้องกันแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งตั้งแต่ได้เริ่มดำเนินการก่อนหน้าที่จะมีกรอบแผนบูรณาการฯ กล่าวได้ว่ารัฐได้ใช้เงินในเรื่องนี้ไปแล้วหลายหมื่นล้านบาท

ปัจจุบันสถานการณ์กัดเซาะชายฝั่งทะเลเป็นอย่างไร ปัญหาคลี่คลายหรือยังวิกฤต ?
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานกลางตามกรอบแผนการบูรณาการฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 เป็นต้นมา ขอสะท้อนภาพสถานการณ์และการจัดการกัดเซาะชายฝั่งทะเลจากปัจจุบัน–สู่อนาคต ดังนี้
       (1) สถานการณ์กัดเซาะชายฝั่งทะเล  ได้ทำการสำรวจการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งและจัดทำแผนที่กัดเซาะชายฝั่งโดยประมวลจากข้อมูลผลการศึกษาในอดีต-ปัจจุบัน กับการแปลภาพถ่ายดาวเทียมที่มีระบบแสดงข้อมูลย้อนหลังบนโปรแกรมกูเกิ้ลเอิร์ท รวมทั้งสำรวจภาคสนามในพื้นที่ชายฝั่งทะเล พบว่าปัจจุบันมีชายฝั่งทะเลที่ประสบปัญหากัดเซาะและยังไม่ได้รับการจัดการแก้ไขปัญหามีจำนวน 168 กิโลเมตร (ซึ่งในจำนวนนี้เป็นชายฝั่งถูกกัดเซาะระดับรุนแรง จำนวน 70 กิโลเมตร และระดับปานกลาง 90 กิโลเมตร) โดยสำหรับชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะซึ่งได้รับการจัดการแก้ไขปัญหาแล้วซึ่งมีจำนวน 565 กิโลเมตรนั้นส่วนใหญ่สามารถรักษาสภาพแนวชายฝั่งไม่ให้ถูกกัดเซาะลึกไปกว่าเดิมได้ แต่จะมีเพียงบางพื้นที่ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดการกัดเซาะลุกลามต่อพื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ และพื้นที่ชายฝั่งทะเลซึ่งเสี่ยงต่อการกัดเซาะเนื่องจากกิจกรรมพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง โดยสรุปจึงกล่าวได้ว่าขนาดของปัญหากัดเซาะชายฝั่งมิได้วิกฤตมากเช่นในอดีต แต่อย่างไรตามจำเป็นจะต้องจัดการป้องกันแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งอย่างบูรณาการเป็นระบบ ต่อเนื่องเพื่อให้เกิดประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
       (2) แนวทาง/มาตรการจัดการปัญหากัดเซาะชายฝั่งทะเล  ขณะนี้นานาชาติได้นำแนวคิดการจัดการระบบกลุ่มหาด (Littoral cells) มาประยุกต์ใช้เพื่อการบริหารจัดการชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ทช. ได้ร่วมดำเนินการกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันศึกษาวิจัย โดยแบ่งพื้นที่ชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด ออกเป็น 4 โซน ประกอบด้วย 64 กลุ่มหาด และกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งทะเลออกเป็น 3 มาตรการ คือ
               2.1) มาตรการสีขาว (White technique) เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิต/ทรัพย์สินที่อาจเกิดจากการกัดเซาะชายฝั่ง 
               2.2) มาตรการสีเขียว (Green technique) เพื่อรักษาเสถียรภาพชายฝั่งโดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง
               2.3) มาตรการสีเทา (Gray technique) เพื่อรักษาเสถียรภาพชายฝั่งโดยใช้โครงสร้างทางวิศวกรรม


       (3) กฎหมาย/นโยบาย/แผนปฏิบัติ ภายใต้รัฐบาล คสช. ได้ยกระดับและให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหากัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในมิติกฎหมาย โดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ได้กำหนดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกัดเซาะชายฝั่ง ไว้ในมาตรา 3,9,13,15,21,23 โดยในส่วนของมิตินโยบายและแผนปฏิบัตินั้น คณะกรรมการนโยบายและแผนทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ) เป็นประธาน ได้มีข้อสั่งการให้ ทช.บูรณาการจัดการกัดเซาะชายฝั่งกับจังหวัดและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมเจ้าท่า และกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้จัดเตรียมแผนปฏิบัติงานปี 2561 – 2564 ประกอบด้วยโครงการจัดการป้องกันแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่ง จำนวน 49 โครงการ มีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะ  129 กิโลเมตร ในท้องที่ 23 จังหวัด วงเงินรวม 5,717 ล้านบาท เพื่อเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยให้นำเข้าสู่การพิจารณาความเหมาะสมโครงการตามแผนพัฒนาภาค ภายใต้การจัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ แผนงานบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ  ทั้งนี้ หากได้รับจัดสรรงบประมาณตามแผนคาดว่าจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ-สังคม ต่อระบบนิเวศชายฝั่งซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลบนหลักการมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต่อไป

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง