กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

กรมอุทยานฯดีเดย์ใช้เศรษฐศาสตร์ประเมินคุณค่าระบบนิเวศ

  • 6 ม.ค. 2557
  • 1,264
กรมอุทยานฯดีเดย์ใช้เศรษฐศาสตร์ประเมินคุณค่าระบบนิเวศ

          กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.) เปิดตัวโครงการเพิ่มศักยภาพการใช้มาตรการเศรษฐศาสตร์เพื่อคงคุณค่า ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศเน้นการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และการเงินเป็นตัวสร้างแรงจูงใจให้เกิดการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งดำเนินงานโดยกรมอุทยานแห่งชาติฯองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) และศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมเฮล์มฮอลท์ซด้วยงบประมาณโครงการรวม 80 ล้านบาทซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป รัฐบาลไทย รัฐบาลเยอรมนีและศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมเฮล์มฮอลท์ซ ในโครงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยโครงการจะสิ้นสุดในปี พ.ศ.2557

          ดร.รุ่งนภา พัฒนวิบูลย์ผู้อำนวยการส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมอุทยานฯ กล่าวว่าปัจจุบันความเสียหายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์มีมูลค่าสูงถึง 45 ล้านล้านยูโรขณะที่มีเงินแก้ไขความเสียหายเพียง 6 ล้านล้านยูโรเท่านั้นความร่วมมือดังกล่าวดำเนินการ ภายใต้ชื่อ “เศรษฐศาสตร์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ(The Economic of Ecosystemas and Biodiversity : TEEB ) เพื่อศึกษาค้นหาความสัมพันธ์เศรษฐศาสตร์ระหว่างระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศต่อมนุษยช าติ 2. สร้างความเข้าใจในมูลค่าเศรษฐกิจที่แท้จริงของความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ 3. ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาประเมินคุณค่าเศรษฐกิจที่แท้จริงของความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ 4. พัฒนามาตรการที่สอดคล้องกับมาตรการTEEB ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าเชิงเศรษฐศาสตร์กับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ

          ดร.รุ่งนภา กล่าวว่าเมื่อประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ออกมาแล้วต้องพัฒนาออกมาเป็นมาตรการโดยยึดหลักการของ TEEB ภายใต้เงื่อนไขของการอนุรักษ์การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการแบ่งปันอย่างเท่าเทียม ยกตัวอย่างเช่นประชาชนที่อยู่ในเขตแนวป่า ที่รักษาป่าควรได้ค่าตอบแทน สวัสดิการด้านการศึกษาการสาธารณสุขที่ควรจะได้ หรือการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า เช่นการหาของป่าต้องมีการจัดสรรอย่างเป็นธรรมหรือการนำผลิตผลของป่าไปแปรรูปเป็นสมุนไพร ซึ่งเมื่อออกมาเป็นยาแล้วราคาแพงแต่เมื่อเทียบแล้วคนที่ดูแลป่าทำให้ระบบนิเวศเอื้อต่อการเกิดพืชสมุนไพรได้ค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด ขณะเดียวกันบุคคลที่ดูแลรักษาป่าไว้ช่วยรักษาโลกร้อนให้กับคนในเมืองด้วยต้องศึกษาลงไปว่าจะจัดสรรให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ให้มีความอยู่ดีกินดีได้อย่างไร

          วิธีนี้ประเทศเวียดนามนำมาใช้แล้วโดยการเก็บเงินค่าใช้ไฟฟ้าของคนในประเทศมาจ่ายให้กับชาวบ้านที่ดูแลป่า ขณะเดียวกันคนที่ทำลายป่าต้องใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์คำนวณออกมาว่า สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศอย่างไรถ้าเก็บป่าไว้จะมีมูลค่าด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างไรบ้าง”

          ปัจจุบันTEEB มีกรณีศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ด้านความหลากหลายและระบบนิเวศที่ปฏิบัติได้จริงแล้ว 500 กรณีทั่วโลกขณะนี้ได้รับการยอมรับแล้ว สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะเริ่มใช้กับพื้นที่ป่านำร่องได้ในปีนี้ ในพื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่โดยพิจารณาว่าพื้นที่ดังกล่าวใกล้กรุงเทพฯและมีการใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวอย่างสูงสุด ยกตัวอย่างเช่น ช่วงเทศกาลมีคนเข้าไปใช้พื้นที่จำนวนมากเกินกว่าที่จะรับได้ หนึ่งในกิจกรรมคือต้องแสวงหาเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อแบ่งเบา และที่บ้านครีวงศ์คนต้นน้ำที่ดูแลป่าต้นน้ำส่งผลให้คนปลายน้ำมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ด้วยการทำเกษตรแบบออแกนิก ต้องมีการศึกษาเพื่อชดเชยให้มีความสมดุล

          ด้านนายสุนันต์ อรุณนพรัตน์อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่าโครงการนี้เน้นนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และการเงิน มาใช้ในการอนุรักษ์ธรรมชาติจึงจะมีการนำเอานวัตกรรมจากการศึกษาระดับนานาชาติว่า “เศรษฐกิจของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ( TEEB) ที่เพิ่งจะสรุปผลไม่นานนี้มาเป็นแนวทางดำเนินการโดยมุ่งพัฒนาแหล่งทุน และสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพภายในและบริเ วณโดยรอบพื้นที่อนุรักษ์

          “ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติที่ให้ปัจจัยที่จำเป็นต่อ การดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่นน้ำสะอาด และการควบคุมสภาพภูมิอากาศนั้นมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีเสมอ ดังนั้นการรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพจึงมีความคุ้มค่า” นางเวโรนีค ลอเรนโซที่ปรึกษาทางการทูตและหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือ สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยระบุ

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง