ครม.ไฟเขียวโครงการ “เคเบิลใต้น้ำใยแก้วอ่าวไทย” ของ บมจ.กสท วงเงิน 2.73 พันล้านบาท ขณะที่ “คลัง” ติงยังไม่ศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (24 ม.ค.) มีมติเห็นชอบในหลักการให้ บมจ.กสท โทรคมนาคม ดำเนินการโครงการเคเบิลใต้น้ำใยแก้วอ่าวไทย วงเงิน 2.73 พันล้านบาท เพื่อสร้างโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำใยแก้วเส้นทางหลัก ขยายระบบสื่อสารในประเทศและเชื่อมต่อระหว่างประเทศ โดยเชื่อมสถานีเคเบิลใต้น้ำใยแก้ว 2 สถานี ระหว่างชลี 2 จ.สงขลา และชลี 3 จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นสถานีจุดขึ้นบกของโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำใยแก้วระหว่างประเทศและจุดเชื่อมโยงการสื่อสารโทรคมนาคมระหว่างภูมิภาคที่สำคัญเข้าสู่ประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ครม.รับ ข้อสังเกตของกระทรวงการคลังที่เสนอให้ บมจ.กสท พิจารณาประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความรอบคอบและไม่ให้เกิดผลกระทบในภายหลัง ที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดูแล เรื่องอีไอเอรายงานว่า ข้อมูลที่ บมจ.กสท เสนอนั้นยังขาดรายละเอียดของสภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อมบริเวณโดยรอบ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพิจารณาจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หากแนวทางเคเบิลใต้น้ำใยแก้วของ บทจ.กสท พาดผ่านพื้นที่อ่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเสนอว่า ขณะนี้บทจ.กสท อยู่ระหว่างลงทุนและดำเนินกิจการในหลายประเภทโครงข่า ย จึงควรที่จะพิจารณาเพื่อให้มีการบริหารโครงการข่ายที่มีอยู่ทั้งหมด และควรแยกประเภทการบริการให้มีความชัดเจน ขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจแต่ละประเภท จำเป็นต้องมีการจัดทำแผนกลยุทธ์การตลาดตามแผนปฏิบัติ การของแต่ละสายธุรกิจให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพรวมการลงทุน ทิศทางและเป้าหมายที่ บมจ.กสท. กำหนดไว้
สำหรับโครงการเคเบิลใต้น้ำใยแก้วอ่าวไทย เป็นการขยายโครงข่ายสื่อสารภายในประเทศ โดยใช้เทคโนโลยี Dense Wavelength Division Multiplex (DWDM) ที่ทันสมัย และติดตั้งอุปกรณ์ทวนสัญญาณใต้น้ำ Repeater ที่ทำหน้าที่ขยายความเข้มของแสงให้สามารถส่งสัญญาณไป ได้ระยะทางที่ไกลมาก ขึ้น สามารถให้บริการสื่อสารรองรับความจุไม่น้อยกว่า 160 Gbps สามารถรองรับการให้บริการโทรคมนาคมทุกรูปแบบ เพิ่มความมั่นคงและหลากหลายในการใช้โครงข่ายฯ
อีกทั้งยังเป็นเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างเคเบิลใต้น้ำใยแก้ว เส้นทางหลักกับแท่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของผู้ใช้บ ริการในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานในอ่าวไทย สามารถรองรับบริการวงจรเช่าส่วนบุคคลความเร็วสูง สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานในอ่าวไทยที่ต้องการการ รักษาความปลอดภัยสูง ซึ่งพลังงานจากฐานการผลิตเหล่านี้ เป็นเชื้อเพลิงหลักของโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชน เช่น บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ