ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงประเทศไทยจะเป็น เจ้าภาพจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การจัดระบบนิเวศของหมู่เกาะมะริดระหว่างไทยและสหภาพพม่า” ระหว่างวันที่ 18-19 มกราคม 2554ณ โรงแรมคลับอันดามันบีชรีสอร์ท จังหวัดภูเก็ต เพื่อระดมความรู้ ประสบการณ์ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในการหาแนวทางการจัดระบบนิเวศของหมู่เกาะมะริดร่วมกันระหว่างสองประเทศ
ทั้งนี้ การประชุมเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการจัดการระบบนิเวศวิทยาขนาดใหญ่ในอ่าวเบงกอล โดยกิจกรรมหนึ่งในการดำเนินโครงการฯนี้คือ การจัดการแหล่งที่อยู่อาศัยสัตว์น้ำในพื้นที่เปราะบางชายแดนไทยและพม่าซึ่งที่ผ่านมาทั้ง2 ประเทศ ได้มีการหยิบยกเรื่องการจัดการระบบนิเวศหมู่เกาะมะริดขึ้นมาประชุมหารือแล้ว2 ครั้ง โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่จังหวัดระนองประเทศไทยและครั้งที่ 2 จัดที่เมืองย่างกุ้ง สหภาพพม่า โดยในการประชุมทั้ง 2 ครั้งไทยและพม่ามีความเห็นร่วมกันเกี่ยวกับการเสริมสร้างสมรรถนะและศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยในระดับประเทศและท้องถิ่นกำหนดให้มีการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล พร้อมติดตามและประเมินผล ตลอดถึงการสร้างอาชีพทางเลือกการวางแผนและการจัดการบริหารทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลการแบ่งความรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆที่เกี่ยวข้องส่วนระดับภูมิภาคจะเป็นการผลักดันให้เกิดความร่วมมือ ในการบริหารจัดการพื้นที่เปราะบางร่วมกัน
สำหรับการประชุมครั้งนี้ จะเป็นการระดมความรู้ ประสบการณ์ ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ จากผู้เข้าร่วมการประชุม อาทิ ผู้ประกอบการภาคการประมงท่องเที่ยว และข้าราชการ ซึ่งล้วนแต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศทางทะเลในพื้นที่เปราะบางดังกล่าวเพื่อนำมาพัฒนาเป็นแผนแม่บทในการจัดหากระบวนการและแนวทางการดำเนินงานให้มีความเหมาะสมและสามารถนำไปปฏิบัติงานเพื่อนำไปสู่การจัดการระบบนิเวศของหมู่เกาะมะริด ร่วมกันของทั้งสองประเทศต่อไป ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ กล่าว
อธิบดีกรมประมงกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ “การจัดการระบบนิเวศวิทยาขนาดใหญ่ในอ่าวเบงกอล”ได้รับงบประมาณจากธนาคารโลก ส่วนทางด้านเทคนิคได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี โดยพื้นที่อ่าวเบงกอล ครอบคลุม 8ประเทศ คือ มัลดีฟส์ อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ พม่า ไทยอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งมีประชากรอาศัยกว่า 400 ล้านคน และส่วนใหญ่ดำรงชีวิตโดยการพึ่งพาอาศัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อนำมาใช้เป็นอาหารประกอบอาชีพ ส่งผลให้แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งถูกทำลายจึงต้องมีการหาแนวทางในการบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อพัฒนาให้การใช้ทรัพยากรระมงร่วมกันเกิดความยั่งยืนต่อไป