นักวิชาการจี้ อช.ปิดหมู่เกาะสุรินทร์-สิมิลัน แก้ปัญหาปะการังฟอกขาวและตายเกลี้ยงหมดชายฝั่ง เผยกระทบต่อโอกาสเสนอทะเลอันดามันขึ้นทะเบียนมรดกโลก เหตุไร้ศักยภาพแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร คาดต้องใช้เวลาพักฟื้นปะการังไม่ต่ำกว่า 3 ปี จากปัญหาปะการังฟอกขาวในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งขณะนี้ส่งผลกระทบต่อจำนวนปะการังเสียหายอย่างรุน แรง ล่าสุดทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ทำหนังสือถึงกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อช.) เสนอให้มีการปิดอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลันและหมู่เกาะพีพี ในพื้นที่บางส่วนเพื่อคุ้มครองและฟื้นฟูแนวปะการัง
เมื่อวันที่ 17 มกราคม อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิจัยทะเลอันดามัย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงแนวทางการปิดอุทยานเพื่อแก้ปัญหาปะการังเสีย หายว่า ถือเป็นการตัดสินใจที่ล่าช้ามาก ทำให้ปัญหาลุกลามหนัก เนื่องจากรับทราบสถานการณ์วิกฤติปะการังฟอกขาวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2553 และสำรวจพบปะการังตายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันได้มีข้อเสนอให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ เร่งจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยปิดอุทยานบางส่วน แต่ก็ยังไม่ดำเนินการใดๆเลยจนขณะนี้ที่หมู่เกาะสุรินทร์มีปะการังตายเกือบ 100% ตนเห็นว่าควรจะปิดพื้นที่ทั้งหมดเพื่อให้ปะการังฟื้น ตัว แต่ถ้ากังวลว่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยวก็เปิดให้พื้น ที่บางส่วนและปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้ปะการังเสียหายมากกว่านี้
อาจารย์ศักดิ์อนันต์ระบุว่า การฟื้นฟูแนวปะการังมีระยะเวลาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับส ภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ แต่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี บางแห่งอาจต้องใช้เวลา 5-10 ปี เช่น แนวปะการังที่เกาะช้างและเกาะสมุยเสียหายไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ยังไม่ฟื้นตัว สำหรับหมู่เกาะสิมิลันควรปิดบริเวณเกาะ 1-3 และด้านฝั่งตะวันออกทุกเกาะ บางจุดยังสามารถดำน้ำชมปะการังได้ แต่ต้องควบคุมการท่องเที่ยวให้เข้มงวดมากขึ้น สำหรับเกาะพีพีฝั่งตะวันตก ปะการังตายหมดแล้ว ส่วนที่เหลือยังพอใช้ได้ ขณะนี้ยังต้องเร่งสำรวจปะการังอย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาปะการังฟอกขาวส่งผลให้ปะการังตายหรืออยู่ในสภาพทรุดโทรม ที่ผ่านมามีสัญญาณบ่งชี้ปัญหามาตลอด แต่ก็ยังไม่ตื่นตัวที่จะแก้ไข เวลานี้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ยังไม่รู้ว่าทรัพยากรที่ดูแลอยู่เป็นอย่างไร ต้องรอให้นักท่องเที่ยวหรือนักวิชาการไปพบเห็นก่อนถึงค่อยลงมือแก้ปัญหา" อาจารย์ศักดิ์อนันต์เผย
นักวิจัยทะเลอันดามันกล่าวอีกว่า หมู่เกาะสุรินทร์-สิมิลันถือเป็นพื้นที่สำคัญของทะเลอันดามัน และเป็นแหล่งที่อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอขึ้นทะเบียน มรดกโลกทางธรรมชาติ แต่เมื่อปล่อยให้ปะการังตายมากมายมหาศาลเช่นนี้ ก็กระทบต่อโอกาสที่จะได้รับประกาศให้เป็นมรดกโลก เพราะเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมในแผนการจัดการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งปะการัง ทะเลอันดามันมีจุดเด่น คือ แนวปะการังอันหลากหลายและผสมผสานกันในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยองค์การยูเนสโกจะพิจารณาถึงศักยภาพในการอนุรักษ์แ ละดูแลรักษาแนวปะการังให้สมบูรณ์ หากไม่เร่งประกาศปิดพื้นที่เขตอุทยานก็จะเกิดความเสียหายต่อปะการังมากยิ่งขึ้น
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านปะการัง ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อปีที่แล้วแนวปะการังเจอปัญหาทางธรรมชาติจากปราก ฏการณ์เอลนีโญ ทำให้อุณหภูมิในน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้เวลานี้ปะการังตายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่พบปัญหาปะการังฟอกขาว จึงขอเสนอให้กรมอุทยานแห่งชาติฯเร่งประกาศแผนฉุกเฉิน ในการคุ้มครองและฟื้นฟูแนวปะการัง โดยต้องปิดพื้นที่อุทยานบางส่วน และป้องกันการทำลายปะการังโดยฝีมือมนุษย์ เช่น ประมงผิดกฎหมาย การตัดต้นไม้เพื่อสร้างโรงแรมหรือรีสอร์ตบนที่สูง เมื่อฝนตกทำให้ชะล้างหน้าดินและของเสียจากชุมชนมาลงทับถมแนวปะการังเสียหาย และกิจกรรมท่องเที่ยวแบบไม่บันยะบันยังก็ควรหยุดได้แล้ว
จากการสำรวจในหลายพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคั ญในช่วงเดือน กันยายน-ธันวาคม 2553 โดยเฉพาะที่หมู่เกาะสุรินทร์-สิมิลัน จังหวัดพังงา รวมทั้งหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ และเกาะราชา จังหวัดภูเก็ต พบว่าในแต่ละแห่งแนวปะการังได้รับผลกระทบเกิดความเสี ยหายจากการฟอกขาวมาก เช่น เกาะสุรินทร์เหนือหน้าช่องแคบตอนใน ปะการังตายถึง 93.6% เกาะสุรินทร์เหนือ อ่าวแม่ยายทิศเหนือตายถึง 99.9% เกาะปาชุมบาตะวันออกเฉียงเหนือตาย 95% เกาะตาชัยตาย 84% เกาะสุรินทร์ใต้ (อ่าวเต่า) ตาย 85% เกาะสิมิลัน หน้าประภาคาร ตาย 89.3% เกาะบางงู ทิศใต้ ตาย 60.8% เป็นต้น