ผมตั้งใจไว้ ในคอลัมน์ Around& Outside ผมจะไม่เน้นเรื่องเมืองไทยเพราะไม่อยากให้ซ้ำซ้อนกับนักเขียนท่านอื่นอีกทั้งผมเขียนเรื่องเที่ยวเมืองไทยมาร่วม 15 ปีเคยเล่าเคยกล่าวถึงเกือบทุกสถานที่จะให้กลับมาเขียนใหม่ให้ตื่นตาตื่นใจคงเป็นไปได้ยากหากไม่เกิดเรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดี เช่น วาฬบรูด้า หรือเรื่องที่เศร้าจริงจังเช่น เรื่องที่คุณกำลังจะได้อ่าน ผมจะไม่พยายามผิดกติกาของตัวเอง แล้วอะไรคือเรื่องเศร้าจริงจังดังกล่าว? เรื่องราวต้องย้อนไปตั้งแต่ต้นปี 53 ปรากฏการณ์เอลนิโญ่ทำให้สภาพแวดล้อมทางทะเลปั่นป่วนอุณหภูมิน้ำสูงขึ้นจากปรกติหลายองศา จากนั้นก็มีข่าวปะการังฟอกขาวในอันดามันตั้งแต่เหนือสุดที่หมู่เกาะสุรินทร์ เรื่อยลงไปทางใต้ ผ่านภูเก็ตและพีพีต่อเนื่องถึงใต้สุด จากนั้นเริ่มมีปรากฏการณ์ทางฝั่งอ่าวไทยยาวไปจนถึงปลายเดือนสิงหาคม
ในช่วงเวลานั้นแทบทุกสำนักข่าวต่างรายงาน ปะการังที่เกาะนั้นฟอกขาวแค่ไหนที่นี่เป็นอย่างไรบ้างแล้ว ? ผู้หลักผู้ใหญ่ออกมาบอกมาตรการรับมือเราจะเตรียมโครงการไว้ฟื้นฟู เราจะหาทางจัดการอนุรักษ์แนวปะการังไว้ให้ฟื้นตัวคนไทยไม่ต้องเป็นห่วง อย่างว่า...นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งแรกที่เมืองไทยเจอ เราเคยเจอก่อนหน้านี้ เช่น ปี 2535 ปะการังฟอกขาวในเกาะสุรินทร์ปี 2540-41 ปะการังฟอกขาวทั่วอ่าวไทย เรายังรอดมาได้เลย
ในยุคนี้ที่ผู้คนเสพข่าวสารกันอย่างแพร่หลายทุกข่าวถูกทำให้สั้น อาจตกหล่นข้อความบางประการ ผมจึงขออธิบายคำว่า “รอด” ให้ชัดเจน รอดของหมู่เกาะสุรินทร์ในปี 2535คือแนวปะการังในอ่าวแม่ยาย แหล่งปะการังเขากวางใหญ่สุดของเมืองไทยอยู่ในสภาพโทรมสิ้น เกิดสาหร่ายเห็ดหูหนูขึ้นมาปกคลุมหนาแน่นกลายเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องยาวนาน จนท้ายสุด ต้องปิดพื้นที่นั้น ทำให้เป็นเขตสงวนเพื่อรอให้ปะการังฟื้นตัว ซึ่งมีแนวโน้นอยู่บ้าง แต่ยังห่างไกลจากคำว่า “เหมือนเดิม”
ในปี 2540-41 ปะการังทั่วอ่าวไทยได้รับผลกระทบเราแทบไม่ลงมือจัดการอะไรเลย ผลที่เกิดขึ้นคือปะการังเขากวางแทบไม่มีเหลือยังหมายถึงแนวปะการังที่ทรุดโทรมลงอย่างชัดเจนในหลาย หมู่เกาะ นั่นคือคำว่า “รอด”ที่ตกหล่นคำว่า “อย่างปางตาย” และจนถึงปัจจุบัน อาการปางตายเมื่อ 10-20 ปีก่อนยังปรากฏให้เห็น ในช่วงที่เราเผชิญปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวอีกครั้งและเป็นครั้งที่รุนแรงมากสุดนับตั้งแต่เคยมีบันทึกมา เพราะครั้งนี้ทะเลทั้งสองฝั่ง ทั้งอ่าวไทยและอันดามัน ต่างเจอพร้อมกันและเจออย่างแรง น่าเสียดาย ข่าวสารใดในยุคนี้ล้วนมีเวลาอยู่ในสื่อไม่นาน ประเด็นใหม่ๆ จะกลบอย่างรวดเร็วทำให้เรื่องของปะการังฟอกขาวจบไป ยังมีบางข่าวที่ออกมาในระยะหลัง เช่นมาเที่ยวกันเถิด ปะการังเลิกฟอกขาวแล้ว ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปรกติทะเลพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว ทุกแห่งทุกที่ทุกเวลาขอเชิญมาโอ้ลัลล้าชมปลาชมแนวปะการัง และนั่นคือที่มาของบทความนี้แม้จะเป็นบทความเล็กๆที่คงโดนข่าวอื่นกลบไปในไม่ช้า แต่อย่างน้อยผมก็บอกตัวเองได้เราทำหน้าที่ของเราแล้ว และหน้าที่ของผมในฐานะนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลคือการบอกคุณด้วยข้อความที่ชัดเจน
ปะการังเลิกฟอกขาวแล้ว...จริงเพราะปะการังตายแล้ว ปะการังคงไม่มีวิญญาณกลับมาฟอกขาวใหม่ ความตายที่เกิดขึ้นมิได้เกิดกับปะการังทุกกอ แต่เป็นความตายที่น่ากลัวเหลือเกิน กินพื้นที่กว้างและเกิดผลกระทบแทบทุกหมู่เกาะในทะเลไทย การ “เจอ”ของผม มิใช่แค่ลงไปดำน้ำ เจอปะการังตายเสร็จแล้วมาตีโพยตีพายให้คุณฟัง นับตั้งแต่ปะการังเริ่มฟอกขาว เหล่านักวิทยาศาสตร์ทางทะเลทั่วหัวระแหงต่างรวมตัวสร้างเครือข่ายย่อมๆที่ปราศจากความสนับสนุนของหน่วยงาน ใด (ว่าง่ายๆคือทำกันเอง) พวกเราช่วยกันรายงานสถานการณ์แนวปะการังในแต่ละพื้นที่เท่าที่เรามีโอกาสได้ไปสำรวจ เราพอบอกให้คุณทราบได้ปะการังที่เกาะพีพีตายเกือบครึ่ง ปะการังที่หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลันและอีกหลายเกาะรอบภูเก็ต อยู่ในสภาพย่ำแย่ใกล้เคียงกัน มีบางอ่าวอาจรอด แต่บางอ่าวปะการังเขากวางตายยกครัว
“ตาย” หมายถึงอะไร? ในตอนแรกปะการัง “ฟอกขาว” หมายถึงป่วยหนัก อาการเป็นตายเท่ากัน มาถึงตอนนี้ “ตาย”ของผมคือตายอย่างแท้จริง ตายแบบไม่ฟื้น ไม่ต้องตีความ ตายก็คือตายถูกสาหร่ายเคลือบ แตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เสื่อมสลายไปในที่สุด ข่าวสารยุคนี้นอกจากมาไวไปไวยังต้องฟังหูไว้หู ผมจึงขอให้พวกคุณฟังพวกเราเหล่านักวิทยาศาสตร์ทางทะเลเพียงหูเดียว อีกหูหนึ่งสามารถฟังจากเพื่อนที่ไปเที่ยวชมแนวปะการั งในบางพื้นที่ถามเธอถามเขาว่าเป็นอย่างไรบ้างเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ
ประเด็นที่สำคัญอีกประการที่ทำให้ผมเขียนบทความเรื่องนี้ เพราะถ้าปะการังฟอกขาวแล้ว แน่นอนว่า ย่อมต้องมีปะการังตาย ผมจะมาบอกคุณทำไม ? เผอิญมีอีกเรื่องที่ยังไม่จบ เท่าที่ผมติดตามมาผมยังไม่เห็นโครงการหรือการจัดการใดๆเพื่อรับมือกับป ัญหาดังกล่าวไม่มีการปิดพื้นที่บางแห่งให้ปะการังฟื้นตัว ใครใคร่ดำน้ำตื้นลึกตรงไหนเชิญตามสบายไม่มีการสนับสนุนใดๆเกี่ยวกับการตรวจสอบติดตามหรือหาทางแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม คล้ายกับเหตุการณ์ปะการังตายสยองขวัญเป็นเช่นลมเพลมพัด ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ ผมชอบป่าน้อยกว่าทะเลนิดเดียวแต่ถึงตอนนี้ ผมเริ่มน้อยใจ ถ้าต้นไม้ในเขาใหญ่โกร๋นไปเกือบครึ่งถ้าพันธุ์ไม้ในห้วยขาแข้งล้มตายลง 10-20 เปอร์เซ็นต์คงเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้ทุกคนในประเทศสนใจผู้หลักผู้ใหญ่คงออกมาประกาศนโยบายโน่นนี่นั่นมีการดำเนินกิจกรรมมากมายเพื่อช่วยป่า น่าเสียดายที่ในทะเลมีน้ำและน้ำเหล่านั้นปิดบังสิ่งที่คนทั่วไปไม่อาจมองเห็นแต่เป็นสิ่งที่ทำประโยชน์ให้ประเทศไทยเหลือหลายกุ้งหอยปูปลาในสำรับของชาวบ้านริมฝั่งทะเลนับล้านครอ บครัวรายได้จากการท่องเที่ยวที่กระจายไปทั่วผมคงไม่ต้องเน้นย้ำความสำคัญของแนวปะการังให้มากความ
ผมไม่ต้องการบอกว่า อย่าไปทะเลกันเลยอย่าไปเที่ยวดำน้ำดูแนวปะการัง ผมแค่อยากแนะนำพวกเราแนวปะการังตอนนี้เปรียบเสมือนคนไข้กำลังป่วยหนัก หากคุณอยากไปเยี่ยมเธอขอความกรุณาใช้ความระมัดระวัง กระทำการใดๆด้วยใจรักอย่างสูงสุดเพราะโรงพยาบาลไม่สนใจคนไข้รายนี้ ทำแค่ออกข่าวเมื่อตอนที่เธอเริ่มป่วยจากนั้นก็ปล่อยปละละเลยให้เธอต่อสู้กับโชคชะตาเพียงล ำพังแถมบางครั้งยังบอกให้พวกเราไปเยี่ยมเธอกันเยอะๆ โดยหลงลืมว่า เธอต้องการเวลาพักผ่อน ผมเพียงขอให้โรงพยาบาลช่วยหันมาดูแลคนไข้สนับสนุนให้คุณหมอตรวจอาการ ให้คุณพยาบาลช่วยดูแล จัดเวลาเยี่ยมไข้ให้เหมาะสมทำทุกอย่างที่เราทำได้...ให้เธอ มิใช่หวังแต่ใช้งานเธอ มิฉะนั้นความตายสีขาวจะพรากเธอจากพวกเราไป และหายนะครั้งใหญ่จะมาเยือนประเทศไทยไม่มีทางแก้ ไม่มีทางฟื้นฟู ไม่มีทางออก ไม่มีทางเปลี่ยน จบคือจบ พินาศคือพินาศต้องรออีกกี่ชั่วอายุก็ไม่ทราบ กว่าปะการังจะกลับมาเป็นอย่างเดิม...หรือมิฉะนั้นไม่มีทาง เวลาน้อยนิดที่เราเหลืออยู่คือเวลาที่เราควรเลิกเสแสร้ง เลิกโย้ไปเย้มา เลิกเบือนหน้าหนีแต่หันหน้าเผชิญความจริงอย่างกล้าหาญและกระทำทุกทางให้สมกับคำพูดที่เราพร่ำบอกตลอดมา - “เรารักทะเลไทย”