กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

ไทยสวนกระแสอยากเปลี่ยนป่าเป็นเมือง

  • 5 มิ.ย. 2553
  • 1,259
ไทยสวนกระแสอยากเปลี่ยนป่าเป็นเมือง

          ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. -นักวิชาการไทยที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมต่างเห็นพ้องว่ายังมีวิกฤตเร่งด่วนอีกหลายด้านที่รอให้ทุกคนในสังคมหันมาร่วมกันดูแล รักษา และเยียวยาโลกใบนี้ให้ดีขึ้น ทั้งนี้
ในวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) เพื่อคอยกระตุ้นเตือนให้ประชากรทั่วโลกหันมาตระหนักถึงวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและร่วมกันหาแนวทางในการดูแลแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

          ศ.ดร.วิสุทธิ์ ใบไม้ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (Biodiversity Research and Training Program) หรือโครงการ BRT กล่าวว่า หากมองในภาพรวมสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในประเทศไทยในขณะ นี้
ถือว่าอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง ทั้งในเรื่อง ดิน น้ำ อากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งต้องยอมรับว่า การบริหารจัดการของเรายังไม่ดีพอ เมื่อเทียบกับประเทศที่ยังไม่มีทรัพยากรที่สมบูรณ์มากเท่าเรา

          ประเทศสิงคโปร์เขาไม่มีทรัพยากรมากแต่กลับบริหารจัดการให้มีและทำให้ดีได้ เช่น เขาไม่มีป่า แต่พยายามสร้างเมืองให้เป็นป่า ขณะที่ของเรามีป่า แต่กลับพยายามเปลี่ยนป่าให้เป็นเมือง หรือประเทศสิงคโปร์เขาไม่มีที่ดิน ก็พยายามซื้อทรายไปถมสร้างพื้นที่ ส่วนบ้านเรากลับพยายามลักลอบขุดทรายไปขายให้เขา ไม่เว้นแม้แต่กรณีปัญหาล่าสุด การขยายถนนสาย 2090 ทางขึ้นเขาใหญ่ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เรายังมีวิธีคิดที่ขาดจิตสำนึกในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรที่มากเพียงพอ  ทั้งนี้การดำเนินงานเพื่อให้การอนุรักษ์เกิดประสิทธิผล ภาครัฐอาจจะต้องหันมาทบทวนและสร้างนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพให้มีเอกภาพ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงานดังเช่นที่ผ่านมา  ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งสร้างนักวิชาการที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นเพราะประเทศไทยมีความหลากหลายของ ทรัพยากรมาก มีระบบนิเวศที่ซับซ้อน ฉะนั้นตราบใดที่เรายังไม่รู้จักทรัพยากรของเราที่ดีพอ ก็ยากที่จะบริหารจัดการให้ถูกทิศทาง

          นอกจากนี้ในส่วนของภาคเอกชนก็ควรทำธุรกิจที่คำนึงถึง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นด้วย เพราะหากวันนี้ไม่ช่วยกันรักษา เชื่อว่าในไม่ช้าสิ่งแวดล้อมจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่าง แน่นอน” ต้นไม้ที่ผู้อำนาจสั่งตัดบอกว่า ไม่มีราคาอะไร แต่กว่าจะปลูกให้โตขนาดนี้ต้องใช้เวลามากกว่าอายุรัฐมนตรีหลายคน

          ศ.ดร.มรกต ตันติเจริญ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของโลกร้อน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายๆ ด้าน  โดยเฉพาะปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต คือการเกษตรและอาหาร  เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เช่น ทำให้ฝนตกล่าช้า เกิดความแห้งแล้ง หรือฝนตกมากจนก่อให้เกิดน้ำท่วม พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ อีกทั้งภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจก่อให้เกิดแมลงศัตรูพืชชนิดใหม่ๆมากขึ้นด้วย  ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งวิจัยพัฒนา คือ การศึกษาหาพันธุ์พืชชนิดต่างๆที่เจริญเติบโตได้ท่ามก ลางสภาพอากาศที่แปรปรวน หรือแม้กระทั่งเรื่องของน้ำที่อาจเป็นปัญหาขาดแคลนใน อนาคต ก็ต้องหาวิธีพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดการใช้น้ำมารองรับ  ซึ่งตรงนี้เป็นการมองภาพในระยะยาว แต่ว่าในระยะสั้นต้องช่วยกันลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอ นไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด
ทั้งในเรื่องการประหยัดใช้พลังงาน  การใช้น้ำ นอกจากนี้ปัญหาสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่จะตามมาคือในเชิงของการค้า  โดยทั้งประเทศคู่ค้าและผู้บริโภคเองอาจต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ต้องมีการพิจารณาถึงเรื่องวัฏจักรผลิตภัณฑ์ คาร์บอนฟุต-พริ้นท์ ฉลากสีเขียว เป็นต้น ฉะนั้นเราจึงควรมีการวิจัยเพื่อหาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากที่สุด

          รศ.ดร.สมโภชน์ ศรีโกสามาตร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่า และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. กล่าวว่า สิ่งแวดล้อมในขณะนี้น่าเป็นห่วงทั้งระบบ หากกล่าวถึงในส่วนของสถานการณ์สัตว์ป่านั้นพบว่า มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์มากขึ้นเกือบทุกชนิด ยกตัวอย่างเช่น ชะนี ประเทศไทยมีชะนีอยู่ 4 ชนิด คือ ชะนีมือขาว ชะนีมงกุฎ ชะนีมือดำ
และชะนีดำใหญ่ "ย้อนไปเมื่อราว 20-30 ปีก่อน มีเพียงชะนีมงกุฎเท่านั้นที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ แต่ผลการศึกษาล่าสุดพบว่าชะนีมือขาวที่เคยพบได้ทั่วไปเริ่มเข้าสู่ภาวะใกล้สูญพันธุ์แล้ว " รศ.ดร.สมโภชน์กล่าว กรณีของช้างทุกวันนี้มีภาพข่าวของช้างเยอะมาก ทั้งช้างที่ออกมาทำลายพืชไร่ พืชสวนของเกษตรกร ช้างที่เดินตามท้องถนน หรือข่าวช้างถูกฆ่าเยอะแยะไปหมด จึงอาจทำหลายคนให้เข้าใจว่าประชากรของช้างยังคงมีอยู ่มาก  ทั้งที่ความจริงแล้วประชากรช้างยังอยู่ในภาวะที่น่าเ ป็นห่วง อีกทั้งยังถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นแหล่ง อาหาร ถิ่นที่อยู่อาศัย หรือมีการจับลูกช้างมาขายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ “ทุกวันนี้สถานการณ์การค้าสัตว์ป่าอาจดูว่าเงียบหายไป แต่ความจริงยังคงมีการลักลอบซื้อขายอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เดิมมีการซื้อขาย
ขนย้ายข้ามประเทศ เวลาจับได้จะมีจำนวนมาก เป็นข่าวใหญ่ แต่หลังๆมีการล่าขายเป็นตัวๆ ทำให้มีข่าวน้อยลง แต่หากติดตามศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าหรือมูลนิธิช่วยชีวิตสัตว์ป่าต่างๆจะพบว่ายังคงมีสัตว์ป่าถูกส่งเข้ารับการรักษาและดูแลอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าการค้าขายสัตว์ป่ายังคงมีอยู่ในประเทศไทย"

          รศ.ดร.สมโภชน์ระบุ ทั้งนี้หากย้อนไปในอดีตประเทศไทยมีประวัติที่ดีมากใน เรื่องการอนุรักษ์ แต่ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าแม้เราจะมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจำนวนมาก แต่ลึกๆแล้วการอนุรักษ์ หรือระบบการจัดการเพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่าในประเทศไทย ก็ยังคงมีปัญหาอยู่มาก นายธารา บัวคำศรี ตัวแทนจากกรีนพีซ ยื่นแถลงการณ์คัดค้านการขยายถนนสู่เขาใหญ่ต่อ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. กล่าวว่า ตอนนี้โลกของเราไม่เหมือนเดิมแล้ว ภาวะโลกร้อนที่สะสมกันมาเนิ่นนานเริ่มส่งผลให้เห็นชัดเจน และผลที่เกิดขึ้นจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปอีกไม่ต่ำกว่ า 50 หรือ 100 ปี อีกทั้งอาจจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างกรณีปะการังฟอกขาวที่เกิดขึ้นในทะเลอ่าวไทยและอันดามันขณะนี้ เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างรู้ว่าดีว่า การเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงหลังมานี้มีความสัมพั นธ์กับภาวะโลกร้อนอย่าง ชัดเจน อีกทั้งยังมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น ที่ผ่านมาในประเทศไทยได้มีการศึกษาปะการังมากว่า 60-70 ปีแล้ว พบปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวที่รุนแรงเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้ง คือ ปี พ.ศ. 2541 และปีนี้ พ.ศ.2553 จะเห็นได้ว่าเมื่อ 30-40 ปีก่อนอาจจะมีปะการังฟอกขาวเกิดขึ้นบ้าง แต่ไม่รุนแรง ทว่าขณะนี้ปรากฏการณ์ที่รุนแรงเกิดถี่มากขึ้น

          ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่าสิ่งสำคัญตอนนี้ คือ ต้องช่วยกันพยายามหาทางดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราให้ดีที่สุด ให้ธรรมชาติสู้กับธรรมชาติ เพราะว่ามีแต่ธรรมชาติเท่านั้นที่พอจะต่อสู้กับภัยพิ บัติจากธรรมชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของป่าไม้ ท้องทะเล  ดังจะเห็นว่ามีปรากฏการณ์และภัยพิบัติต่างๆเข้ามาแทบ ทุกปี เพราะฉะนั้นทุกคนต้องใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าเดิมการอนุรักษ์ปัจจุบันไม่ใช่แค่คำว่าสงสาร เช่น สงสารปลา สงสารสัตว์ป่า สงสารต้นไม้ เท่านั้น เพราะความสำคัญของสิ่งแวดล้อมดำเนินมาถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นทางรอดของพวกเราแล้ว แต่ถึงกระนั้นเราคงไม่สามารถทำให้ทุกคนในประเทศไทยมา ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ บอกได้เพียงว่า ใครหรือชุมชนใดที่ดูแลรักษาธรรมชาติได้มากกว่า คนหรือชุมชนนั้นก็จะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะธรรมชาติให้ประโยชน์ทั้งในเรื่องของอาหาร แหล่งที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่การท่องเที่ยว ฉะนั้นขึ้นอยู่กับทุกคนแล้วว่าจะหันมาดูแลหม้อข้าวของคุณหรือไม่ และที่สำคัญหากวันนี้เรายังไม่เริ่มดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง วันหน้าอาจไม่เหลืออะไรให้ดูแลแล้วก็เป็นได้”

          ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ศรภอ.) และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มองว่าเร่งด่วนขณะนี้ หนึ่งคือ กรณีมาบตาพุด  เพราะเป็นต้นแบบของปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อีกในหลายพื้นที่ของประเทศไทยและเป็นตัวอย่างปัญหาสิ่งแวดล้อมที ่แสดงให้เห็นว่า  เรายังไม่มีระบบการจัดการปัญหาที่จะทำให้รู้จริงๆว่า ปัญหาคืออะไร และการที่จะนำความรู้จริงๆเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาจะทำได้อย่างไร ส่วนปัญหาที่สอง คือ การกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งยังไม่มีการบูรณาการในเรื่องของความรู้และข้อมูล ที่ข้ามสาขากัน และที่สำคัญคือการกระทำหรือการแก้ปัญหาในหลายๆครั้งน ั้น  ไม่ได้ตัดสินใจบนฐานของความรู้ อย่างไรก็ดี ปัญหาที่ยกขึ้นมาทั้งสองกรณีล้วนเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อ มของประเทศไทย ที่ยังไม่มีระบบการจัดการเพื่อนำไปสู่การแก้ไขได้จริง “ทุกวันนี้การรณรงค์ด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมมีอยู่มากมาย แต่กลับยังไม่เกิดประสิทธิผล เนื่องจากแม้เราจะรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
แต่ผู้ที่มีอำนาจในการออกกฎระเบียบหรือการจัดสรรงบประมาณที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการปฏิบัติได้จริงนั้นยังไม่เกิดขึ้นจึงทำได้เพียงต่างคนต่างทำ ใครมีกำลังทำได้แค่ไหนก็ทำแค่นั้น" ดร.อานนท์กล่าว  

          อีกทั้งในเรื่องของโครงสร้างราคาสินค้าก็ยังไม่เอื้อต่อการปฏิบัติ ซึ่ง ดร.อานนท์ ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังมีราคาแพงกว่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น และที่สำคัญ คือ การรณรงค์ผิดทาง เพราะการรณรงค์ส่วนใหญ่มักแฝงด้วยการโฆษณา ทำให้คนในสังคมรับรู้เพียงว่ามีปัญหา แต่ไม่ได้เข้าถึงปัญหาที่แท้จริง

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง