จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีพื้นที่ติดชายทะเลรวมระยะทางยาวถึง 246.83 กิโลเมตร ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดประจำปี พ.ศ. 2567 พบสัญญาณเตือนภัยสิ่งแวดล้อมที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยสรุปข้อมูลสำคัญได้เป็น 3 วิกฤตหลัก และ 6 สัญญาณเตือนภัย ดังนี้:
3 วิกฤตหลักทางทะเลที่กำลังเผชิญ:
- วิกฤตขยะทะเล: เป็นปัญหาเรื้อรังที่รุนแรงอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุมที่มีขยะจำนวนมหาศาลพัดเข้าสู่ชายฝั่ง
- วิกฤตปลาหมอสีคางดำ: การแพร่ระบาดของสายพันธุ์ต่างถิ่นที่ขยายวงกว้างจนส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศและสัตว์น้ำท้องถิ่นอย่างรุนแรง
- ชายฝั่งถูกกัดเซาะ: ปัญหาน้ำทะเลซัดชายฝั่งพังทลาย ซึ่งมีสาเหตุร่วมกันทั้งจากปัจจัยธรรมชาติและการก่อสร้างโครงสร้างแข็งของมนุษย์
6 สัญญาณเตือนภัยสิ่งแวดล้อมทางทะเล:
- แนวปะการังเสื่อมโทรม: พบสภาวะปะการังฟอกขาว ผลกระทบจากการทำประมงติดอวน ตะกอนดินชายหาดฟุ้งกระจาย และมีขยะทะเลสะสมในแนวปะการัง
- คุณภาพน้ำทะเลเสื่อมโทรม: มีการระบายน้ำเสียจากบ่อเลี้ยงปลาของเอกชนในพื้นที่จนส่งกลิ่นเหม็นและกระทบต่อสัตว์น้ำ ทั้งยังพบปัญหาคราบน้ำมันบริเวณอ่าวกวด หมู่เกาะทะลุ
- ป่าชายเลนถูกบุกรุก: พบการลักลอบตัดไม้โกงกางและไม้แสมเพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตัว รวมถึงปัญหาขยะพลาสติกตกค้างและบุกรุกผืนป่าชายเลน
- เฝ้าระวังภัยคุกคามสัตว์ทะเลหายาก: แม้จะยังคงพบการปรากฏตัวของสัตว์หายาก เช่น วาฬบรูด้าบริเวณเกาะทะลุ, เต่าตนุขึ้นวางไข่ที่อ่าวเทียน และปลาฉลามวาฬหรือโลมาในเขตทะเลสามร้อยยอด แต่ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังการรบกวนระบบนิเวศอย่างใกล้ชิด
- ปัญหาขยะทะเลหนาแน่น: มีการลักลอบทิ้งขยะโดยตรงจากเรือประมง และพบปริมาณขยะพลาสติกจำนวนมากถูกคลื่นลมซัดขึ้นมากองสะสมอยู่บนชายหาด
- การกัดเซาะชายฝั่งพุ่งสูง: การก่อสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมริมหาดส่งผลย้อนกลับให้หาดทรายเปลี่ยนแปลง ทิศทางคลื่นเปลี่ยนไปจนสูญเสียทรายไปอย่างถาวรโดยไม่กลับมาสะสมตัวตามธรรมชาติ
แหล่งที่มา : รายงานสถานการณ์ด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศ พ.ศ. 2567