ทะเลสาบสงขลา มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 3 จังหวัด คือ สงขลา, พัทลุง และนครศรีธรรมราช ความสำคัญของทะเลสาบสงขลานั้น สิ่งที่คนทั้งประเทศรับรู้คือความสวยงาม ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใน จ.สงขลา เช่น เกาะยอ อุทยานนกน้ำคูขุด อ.สทิงพระ ซึ่งตั้งอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ รวมทั้งเขตห้ามล่าสัตว์ทะเลน้อย จ.พัทลุง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เลื่องชื่อ ก็เป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบสงขลาเช่นกัน แต่ที่สำคัญทะเลสาบสงขลา เป็นแหล่งประกอบอาชีพของชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ริมทะเลสาบ ในทั้ง 3 จังหวัด ผู้คนในชุมชนมีความผูกพันกับทะเลสาบ การยืนยงของทะเลสาบ หรือ การล่มสลายของทะเลสาบ ย่อมส่งผลกระทบกับคนกลุ่มใหญ่ที่มีวิถีชีวิตอยู่กับล ุ่มน้ำแห่งนี้ และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ณ ขณะนี้ ทะเลสาบสงขลาได้เกิดอาการ”ป่วยไข้”มาอย่างยาวนาน ซึ่งอาการเจ็บป่วย และทรุดหนักของทะเลสาบสงขลา เกิดจากฝีมือของมนุษย์ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกต้อง ถ่ายเทของเสีย ทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรม จากการทำการเกษตร การทำนากุ้ง ทับถมลงสู่แม่น้ำลำคลอง และสุดท้ายปลายทางของ แม่น้ำ ลำคลองเหล่านั้น คือทะเลสาบสงขลา ที่ต้องรับสิ่งปฏิกูลทั้งหมดเอาไว้ จนทำให้เกิดความตื้นเขิน น้ำไม่ไหลเวียน และ เน่าเสีย ส่งผลกระทบกับระบบนิเวศ ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของชุมชนริมทะเลสาบ จากทะเลสาบที่อุดม สมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์น้ำนานาชนิด ที่เป็นแหล่งสร้างงาน สร้างเงิน ให้กับชุมชน จึงกลายเป็นทะเลสาบที่ขาดความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรม ชาติ ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของผู้คน และมีปัญหาในเรื่องอุทกภัยกับพื้นที่รอบๆทะเลสาบ
ที่ผ่านมารัฐบาลทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศต่างมีความคิดในการ”เยียวยา” ความป่วยไข้ ของทะเลสาบสงขลามาโดยตลอด เช่นมีการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ในระยะ 10 ปี ข้างหน้า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2545 มอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ( สผ. ) เป็นหน่วยงานหลัก ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตหาดใหญ่ เป็นผู้ดำเนินการจัดทำแผนแม่บท และคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในแผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเล สาบสงขลา ตามความเห็นของคณะกรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548
แต่สุดท้าย นอกจากการศึกษาแล้วศึกษาอีก จนเอกสารในการศึกษาและการวิจัย เพื่อแก้ปัญหาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามีมาอย่างมากมาย แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เคยมีการลงมือเพื่อแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมให้เห็นอย่างเด่นชัด สิ่งที่เห็นคือการจัดเวที รณรงค์ ให้ประชาชนรอบๆทะเลสาบร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชา ติเพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นกับระบบนิเวศวิทยา และวันนี้ วันที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สส.ทั้งหมดของ จ.สงขลา ล้วนแต่เป็น สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ การพัฒนา และการ”เยียวยา” ความ”ป่วยไข้”ของ ทะเลสาบสงขลา ก็ถูกนำขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้งหนึ่ง โดยมีการมอบหมายให้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์( เจ้าเก่า ) ซึ่งได้ศึกษาและทำแผนแม่บทเอาไว้แล้ว ทำหน้าที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนรอบๆทะเ ลสาบสงขลาในพื้นที่ 3 จังหวัดอีกครั้งหนึ่ง นัยว่าเพื่อนำความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน มาปรับปรุงแผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอีกครั้ง และเชื่อว่าน่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน
ในขณะที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความตื ้นเขินของทะเลสาบสงขลา และการจัดระเบียบเครื่องมือการทำประมงในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ก็ได้นำเสนอโครงการขุดลอกร่องน้ำทางเดินเรือในทะเลสา บต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อของบประมาณ 1,308 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2554 เพื่อใช้ในการขุดร่องน้ำความกว้าง 120 – 200 เมตร โดยเชื่อว่าการขุดร่องน้ำในทะเลสาบครั้งนี้ จะทำให้สามารถแก้ปัญหาอุทกภัย และทำให้สัตว์น้ำเพิ่มปริมาณมากขึ้น ซึ่งโครงการนี้ ยังไม่ทราบว่า มีอยู่ในแผนแม่ทบของการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาหรือ ไม่ หรือเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างทำ โดยไม่ต้องบูรณาการด้วยกัน แน่นอนว่า การแก้ปัญหาความ”ป่วยไข้” ของทะเลสาบสงขลานั้น ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนมาก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลที่ดีต้องเร่งดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม เพราะทะเลสาบสงขลาเป็นลุ่มน้ำทางด้านภูมิศาสตร์ที่สำคัญในพื้นที่ 3 จังหวัด มีความผูกพักกับความเป็น ความตาย ของผู้คนจำนวนมาก แม้จะต้องใช้งบประมาณเป็นพันๆล้าน ก็ต้องใช้ เพราะการลงมือแก้ไขให้เป็นรูปธรรม ย่อมดีกว่าการทอดระยะด้วยการ ศึกษาแล้ว ศึกษาอีก หรือศึกษา ฟังความคิดเห็นต่อไปเรื่อยๆ รวมทั้งอนุมัติงบประมาณครั้งละร้อยล้านพันล้าน เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งแก้อย่างไรก็ไม่จบ เช่นการขุดร่องน้ำ ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้ว่า ขุดแล้วใช้ได้กี่เดือน หรือขุดแล้ว สัตว์น้ำเพิ่มขึ้นจริงหรือ และแก้ปัญหาอุทกภัยได้จริงแท้แค่ไหน และสุดท้าย งบประมาณเหล่านั้น อาจจะสูญเปล่า และวิธีการที่ทำ ไม่ได้ตอบโจทย์ของการ”ป่วยไข้”ของทะเลสาบที่แท้จริง
สุดท้ายจึงจบลงเพียงให้หน่วยงานของรัฐ นักการเมือง และนายทุน เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ จากโครงการ การแก้ปัญหาหรือการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นวิธีการ”เลี้ยงไข้”ของทะเลสาบเอาไว้ เพื่อผลประโยชน์ จากเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากเงินภาษีของประชาชนทั้งสิ้น