ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก หลายหน่วยงานจึงสนใจที่จะแก้ปัญหาสภาพสิ่งแวดล้อมหรือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป ล่าสุด มีโครงการของรัฐบาลนำโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับ กระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณูแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี(BMU) โดย สำนักงานความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมนี จัดทำแผนโครงการเพื่อพัฒนาการกำหนดนโยบาย และดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย
มร.ฟรันซ์ เอลเลอร์มันน์ ผู้อำนวยการโครงการฯ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการร่วมมือครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการและประสบการณ์ดำเนินงานของไทย และเยอรมนี ทั้งนี้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านทรัพยากรน้ำ จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมด้านเศรษฐกิจของประเทศ และหากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีเพื่อเตรียมการรองรับผลกระทบที่เพียงพอนั้น จะมีผลต่อการพัฒนาต่อภาคส่วนอื่นๆ เช่น แหล่งท่องเที่ยวแหล่งเกษตรกรรมต่างๆ
ขณะที่ นางอาระยา นันทโพธิเดช รองเลขาธิการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า ขณะนี้ความเสี่ยงและผลกระทบด้านกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กล่าวถึงมากที่สุด ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ความแห้งแล้ง ปริมาณน้ำฝนหลาก และปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรง ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่จังหวัดชายฝั่งครอบคลุมหลายจังหวัด พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ รวมทั้งผลกระทบจากการเกิดอุทกภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลให้ระบบและทุกภาคส่วน ที่สำคัญได้รับผลกระทบด้านการส่งน้ำและสุขาภิบาล ด้านสาธารณสุข การใช้น้ำของชุมชน ที่พักอาศัย และอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อชุมชนและประชาชน ได้แก่ ชาวประมงเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าเสียหายทางอ้อม และในฐานะที่ (สผ.) เป็นองค์กรหลักในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ จึงได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเพื่อกำหนดทิศทางแนวทางการตอบสนอง และแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในสังคม
ด้าน ดร.สุทัศน์ วีสกุล นักวิจัยอาวุโส สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียกล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการวิจัยพบว่าเมื่อน้ำทะเลเพิ่มขึ้นถึง 5 เมตร จะมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจถึง 27 ล้านล้านบาท จากอัตราการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลที่ผลักเข้าโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมก็จะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ กทม. ฝนที่ตกหนักและมีปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ถึง 60-80 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 95% ซึ่งก็ถือเป็นปริมาณที่สูง การที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม น้ำกัดเซาะชายฝั่ง รวมถึงระบบการจัดการน้ำต่างๆ ต้องอาศัยหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงานรัฐและชุมชน
คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ปัญหาสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่เกิดขึ้น
ล้วนแล้วแต่มาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่เพียงกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลพวงให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ฉะนั้น การแก้ไขโดยการให้ความรู้เรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคงไม่เพียงพอ ต้องปลูกจิตสำนึกให้รักและหวงแหนธรรมชาติมากขึ้นด้วย