DMCR NEWS

ปรากฏการณ์น้ำเบียดบริเวณชายหาดหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

  • 18 ก.ย. 2560
  • 4,342
ปรากฏการณ์น้ำเบียดบริเวณชายหาดหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

        ปรากฏการณ์น้ำเบียดบริเวณชายหาดหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สาเหตุที่เกิด มาจากการปะทะกันของน้ำจืดและน้ำเค็ม เป็นลักษณะทางธรรมชาติอย่างหนึ่งของทะเล ที่มวลน้ำไหลเข้ามาชนและเบียดกันไว้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สามารถสังเกตเห็นเป็นแนวยาวหรือขอบเขตระหว่างกันได้ โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำ ยิ่งมีความขุ่นของตะกอนดินมากก็ยิ่งสังเกตเห็นขอบเขตได้ชัดเจน ซึ่งบางครั้งอาจพบลักษณะขอบเขตนี้เป็นสองชั้นได้ คือ น้ำจืดปะทะน้ำกร่อย และน้ำกร่อยปะทะน้ำเค็ม แต่ด้วยความขุ่นของตะกอนดินอาจทำให้ไม่สามารถแยกเขตระหว่างน้ำจืดและน้ำกร่อย การผสมกันของชั้นน้ำบริเวณปากแม่น้ำในช่วงน้ำหลากมากนั้น เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป การแบ่งชั้นของน้ำจึงคงอยู่เป็นระยะเวลายาวนาน มวลน้ำชั้นล่างซึ่งไม่ได้รับแสงแดดแพลงก์ตอนพืชไม่สามารถสังเคราะห์แสงและเติมออกซิเจนให้กับน้ำได้ เมื่อถูกใช้ในกระบวนการหายใจของสัตว์น้ำมากขึ้น ออกซิเจนในน้ำจะยิ่งลดลงจนป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำหน้าดินโดยเฉพาะที่อาศัยใกล้ชายฝั่งได้ นอกจากนี้น้ำเบียดที่เป็นทั้งน้ำเสียจากแม่น้ำเองและที่เกิดจากน้ำเปลี่ยนสี สามารถผลักดันหรือกวาดต้อนฝูงสัตว์น้ำนั้นให้หนีไปรวมกันตามแนวเขตได้ หรืออาจทำให้สัตว์น้ำที่หนีไม่ทันตายได้ 
        ดังนั้น ลักษณะของ น้ำเบียด-น้ำกัน” เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิต  ในระยะสั้น ไม่เกิน
2-3 วัน จะเข้าสู่สภาวะปกติซึ่งขึ้นอยู่กับคลื่นลมบริเวณดังกล่าวด้วย
        สาเหตุเกิดได้  ประการคือ
        (1) เกิดจากน้ำจืดกับน้ำเค็ม
        น้ำจืดที่ไหลลงสู่ทะเลมีปริมาณน้อย น้ำกร่อยซึ่งเกิดจากการผสมกันระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็ม (มีความเค็ม 0.5-25 ppt) ที่เคลื่อนตัวขึ้นลงตามการขึ้นลงของน้ำจึงอาจอยู่ลึกเข้าไปในลำน้ำ ทำให้บริเวณปากแม่น้ำและชายฝั่งจึงยังได้รับอิทธิพลของน้ำทะเล แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝน (เดือนกันยายน-ตุลาคม) น้ำท่าซึ่งเป็นน้ำจืดจากแผ่นดินปริมาณมากจะไหลตามแม่น้ำสายหลัก 5 สาย (ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง) ไหลลงสู่อ่าวตัว ก มวลน้ำจืดปริมาณมากแพร่กระจายลงมาถึงบริเวณปากแม่น้ำ และน้ำกร่อยสามารถถูกผลักดันให้แพร่กระจายได้ไกลออกไปในทะเล
        โดยหลักแล้วด้วยคุณสมบัติของมวลน้ำจืดและน้ำกร่อยที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำทะเล เมื่อถูกผลักดันลงสู่เขตน้ำเค็มบริเวณปากแม่น้ำหรือชายฝั่งทะเล มวลน้ำจืดจะแพร่กระจายอยู่ชั้นบนโดยแผ่ออกเป็นรูปพัดไกลออกไปในทะเล ส่วนน้ำทะเลด้านนอกจะโอบล้อมขอบเขตน้ำจืดไว้และบางส่วนสอดเข้ามาอยู่ด้านล่าง เช่นนี้คือลักษณะของ น้ำเบียด-น้ำกันที่เกิดจากการปะทะกันของน้ำจืดและน้ำเค็ม เป็นลักษณะทางธรรมชาติอย่างหนึ่งของทะเลบริเวณปากแม่น้ำ ยิ่งมีความขุ่นของตะกอนดินมากก็ยิ่งสังเกตเห็นขอบเขตได้ชัดเจน ซึ่งบางครั้งอาจพบลักษณะขอบเขตนี้เป็นสองชั้นได้ คือ น้ำจืดปะทะน้ำกร่อย และน้ำกร่อยปะทะน้ำเค็ม แต่ด้วยความขุ่นของตะกอนดินอาจทำให้ไม่สามารถแยกเขตระหว่างน้ำจืดและน้ำกร่อยได้ด้วยตาเปล่า

                                            
        อย่างไรก็ตาม การเกิดน้ำเบียด น้ำกัน ในลักษณะนี้จะสามารถสังเกตได้ชัดเจนในช่วงที่มีน้ำจืดปริมาณมากไหลลงสู่ทะเล มีการขยับขึ้นลงของน้ำเพียงเล็กน้อย (ช่วงน้ำตาย) และมีคลื่นลมค่อนข้างสงบ เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ อันได้แก่ น้ำท่า ลม กระแสน้ำ(จากอิทธิพลของลม) กระแสน้ำขึ้นน้ำลง ลักษณะพื้นท้องน้ำและขอบฝั่ง เหล่านี้ประกอบกัน ช่วยให้เกิดการไหลเวียนและการผสมกันของชั้นน้ำ ซึ่งก็คือการช่วยละลายน้ำจืดและสารอาหารที่ไหลลงมา ทำให้เกิดหมุนเวียนของธาตุอาหารในอ่าวตัว ก ลงไป
        (2) เกิดจากลมกับน้ำทะเลเปลี่ยนสี
         สำหรับพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนบนนั้น น้ำท่าจากแผ่นดินเป็นแหล่งน้ำจืดที่สำคัญและมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำและความสมบูรณ์ของทรัพยากรสิ่งมีชีวิตในทะเลบริเวณนี้ สารอาหารจากลำน้ำถูกพัดพามาในรูปของสารละลายและตะกอนแขวนลอยในมวลน้ำ ทั้งสารประกอบอินทรีย์และสารประกอบอนินทรีย์ เป็นแหล่งของธาตุอาหารที่เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งต่อการเติบต่อของสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ผลิตขั้นต้นในระบบนิเวศของอ่าวรูปตัว ก ซึ่งก็คือ แพลงก์ตอนพืชนั่นเอง
         สภาวะที่ชายฝั่งทะเลได้รับอิทธิพลจากน้ำจืดยาวนานในช่วงฤดูฝน ระลอกของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านอ่าวตัว ก  ลงไปถึง ชายหาดหัวหิน จ.ประจวบฯ  ซึ่งเป็นอ่าวที่มีความลึกเฉลี่ยเพียง 15 เมตร ได้ทำให้เกิดกระแสน้ำชายฝั่งหมุนวนตามเข็มนาฬิกาซึ่งช่วยผสมน้ำจืดที่อุดมด้วยสารอาหารได้ไหลเวียนไปในอ่าว และเมื่อมีธาตุอาหารและแสงแดดเพียงพอ แพลงก์ตอนพืชทะเลที่สามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ดีในน้ำกร่อยสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นแพลงก์ตอนชนิดเด่นที่มีความหนานแน่นมากในมวลน้ำ (แพลงก์ตอนบลูม) จนทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนสีตามแพลงก์ตอนชนิดนั้นๆ เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า น้ำทะเลเปลี่ยนสี (red tide)
         พื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนบน โดยเฉพาะบริเวณใกล้ชายฝั่งและปากแม่น้ำ พบการเกิดน้ำเปลี่ยนสีได้บ่อยครั้ง และสามารถเกิดขึ้นอย่างซ้ำๆ ต่อเนื่องยาวนานในช่วงฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาว ในช่วงที่แพลงก์ตอนพืชจำนวนมหาศาลตายลง กระบวนการย่อยสลายโดยแบคทีเรียจะทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างรวดเร็วจนสัตว์น้ำไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ทำให้เกิดน้ำเสียและมีกลิ่นเหม็น กระแสลมมรสุมที่พัดผ่านในทิศทางเดิมสม่ำเสมอตลอดช่วงฤดูนั้น สามารถจำกัดขอบเขตการแพร่กระจายของน้ำทะเลเปลี่ยนสีหรือน้ำเสียนั้น ให้ไหลไปตามชายฝั่งเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งของอ่าวได้ โดยการผลักดันของมวลน้ำทะเลส่วนใหญ่ที่เคลื่อนตัวจากการกระทำของลมนั่นเอง 
         ดังนั้นลักษณะของ น้ำเบียด-น้ำกันที่เกิดจากการกระทำของลมต่อการแพร่กระจายของน้ำทะเลเปลี่ยนสี
         ผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิต
        การผสมกันของชั้นน้ำบริเวณปากแม่น้ำในช่วงน้ำหลากมากนั้นเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป การแบ่งชั้นของน้ำจึงคงอยู่เป็นระยะเวลายาวนาน มวลน้ำชั้นล่างซึ่งไม่ได้รับแสงแดดแพลงก์ตอนพืชไม่สามารถสังเคราะห์แสงและเติมออกซิเจนให้กับน้ำได้ เมื่อถูกใช้ในกระบวนการหายใจของสัตว์น้ำมากขึ้น ออกซิเจนในน้ำจะยิ่งลดลงจนเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำหน้าดินโดยเฉพาะที่อาศัยใกล้ชายฝั่งได้ นอกจากนี้น้ำเบียดที่เป็นทั้งน้ำเสียจากแม่น้ำเองและที่เกิดจากน้ำเปลี่ยนสี สามารถผลักดันหรือกวาดต้อนฝูงสัตว์น้ำนั้นให้หนีไปรวมกันตามแนวเขตได้ หรืออาจทำให้สัตว์น้ำที่หนีไม่ทันตายได้

ดาวน์โหลด

2560 09 17 ปรากฏการณ์น้ำเบียดบริเวณชายหาดหัวหิน จ.pdf
ประเภทไฟล์ : .pdf ขนาด : 0.04 Mb จำนวนดาวน์โหลด : 26

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง