"อัล กอร์"เตือนน้ำแข็งขั้วโลกละลายใน 5 ปี
(เว็บไซต์มติชน 17 ธ.ค.52)
อดีตรองประธานาธิบดีอัล กอร์ ของสหรัฐ นักเคลื่อนไหวรณรงค์ต่อสู้โลกร้อนคนสำคัญ เปิดเผยที่การประชุมด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมว่า มหาสมุทรอาร์กติกบริเวณขั้วโลกเหนือจะอยู่ในสภาพที่แทยไม่มีน้ำแข็งเลยในช่วงฤดูร้อนอย่างเร็วที่สุดในปี 2557
ทั้งนี้เมื่อ 8 เดือนก่อน หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐเคยคาดการณ์ว่าแผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกจะหายไปในช่วงหน้าร้อนภายในปี 2573 แต่ผลการประเมินระบุว่าเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้นมาก
กอร์และดอร์เธ ดาห์ล เจนเซน นักวิทยาศาสตร์ชาวเดนมาร์ก นำเสนอรายงาน 2 ฉบับ โดยฉบับแรกเป็นเรื่องแผ่นน้ำแข็งแถบกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ซึ่งจัดทำโดยโครงการประเมินและเฝ้าระวังอาร์กติกซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลของประเทศบริเวณมหาสมุทรอาร์กติก 8 ชาติซึ่งรวมถึงสหรัฐด้วย ขณะที่ฉบับที่ 2 เป็นรายงานเรื่องสถานการณ์การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกซึ่งกอร์ร่วมกับรัฐบาลนอร์เวยและสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์จัดทำขึ้น
รายงานระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 0.74 องศาเซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจากแผ่นน้ำแข็งหนาที่เหมือนจับตัวกันมาเป็นเวลาหลายปีจำนวนมาก กลายเป็นแผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่พบได้เฉพาะบางฤดูกาลเท่านั้น
ในช่วงฤดูร้อนของปี 2550 ปริมาณแผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกลดลงเหลือระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติศาสตร์โดยเหลือพื้นทีเพียง 4.3 ล้านตารางกิโลเมตรในเดือนกันยายน ขณะที่อัตราการละลายในปี 2551 และ 2552 ยังไม่รุนแรงมากแต่ก็ลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 2 และ 3 ในประวัติศาสตร์
วันเดียวกัน นายบัน คี มูน เลขาธิการยูเอ็นออกมาเตือนว่า "เวลากำลังจะหมดลงแล้ว" และเรียกร้องต่อบรรดาผู้นำโลกให้ใช้ความพยายามมากเป็น 2 เท่าเพื่อที่จะบรรลุข้อตกลงต่อสู้โลกร้อนให้ได้ในการประชุมที่โคเปนเฮเกนภายในสัปดาห์นี้ (เอพี/เอเอฟพี)