คอลัมน์: กวนน้ำให้ใส: เรียนรู้จากความยากของการแก้ปัญหาโลกร้อน
(แนวหน้า 24 ธ.ค.52)
สารส้ม
ปัญหาโลกร้อน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใคร แต่เป็นชะตากรรมร่วมกันของคนทั้งโลก
การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก (UNFCCC) ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น มีบรรดาผู้นำประเทศต่างๆ จากทั่วโลก เข้าร่วมประชุมอย่างคึกคัก (รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเราด้วย)
สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า ปัญหาเรื่องนี้ กำลังเป็นที่ตระหนักร่วมกันของคนทั่วโลก
แต่ติดขัดสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ใครจะเป็นคนยอมล้วงกระเป๋าจ่ายเป็น "ค่าอาหาร" มื้อนี้ ?
ใครจะเป็นคนลงทุน หรือยอมจ่ายเงิน หรือยอมสูญเสียผลประโยชน์ของตนเอง เพื่อดูแลรักษาโลกส่วนรวมของทุกคน ?
ข้อติดขัดอันนี้ เป็นหนึ่งในความยากลำบากของการจะแสวงหาความร่วมมือ จริงใจ และความพร้อมเพรียงกันในการแก้ปัญหาโลกร้อน
1) ลองพิจารณาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ อธิบายเรื่อง "โศกนาฏกรรมของทรัพย์สินสาธารณะ" หรือ "The Tragedy of the Commons"
เก็บความสรุปได้ว่า สิ่งที่เป็นสมบัติสาธารณะ หรือสมบัติร่วมกันของคนทุกๆ คน มักจะต้องประสบกับโศกนาฏกรรมหรือความหายนะ เนื่องจากไม่มีใครถือกรรมสิทธิ์ครอบครองดูแลและได้รับผลประโยชน์จากสมบัตินั้นโดยเด็ดขาดและชัดเจน ทำให้คนทุกคนต่างพยายามจะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากสมบัติสาธารณะนั้นอย่างเต็มที่
มือใครยาวสาวได้สาวเอา
ต่างคิดว่า ถ้าตัวเองไม่เอา คนอื่นมันก็เอา
โดยไม่มีใครตระหนักถึงผลกระทบที่ตามมา และไม่มีใครยินดีที่จะแบกรับภาระต้นทุนในการดูแลรักษา
เพราะต่างคิดว่า ถึงเราไม่ได้ลงทุนลงแรงดูแลรักษา แต่ถ้าคนอื่นลงทุนดูแล เราก็ยังจะได้รับผลประโยชน์จากการดูแลสมบัติสาธารณะของผู้อื่นอยู่ดี
ต่างจึงคิดว่า... ถ้าอย่างนั้น ก็ปล่อยไว้เช่นนั้นแล รอคอยให้ใครที่ยอมเสียสละ หรือยอมโง่ ดูแลของมันไปเถิด ส่วนเราอยู่เฉยๆ คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเดียว... สบายตัว สบายกระเป๋ายิ่งกว่า...
จากแนวคิดข้างต้น ช่วยอธิบายความจริงแห่งพฤติกรรมมนุษย์ในโลกใบนี้ได้ไม่น้อย (ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ)
2) จากนั้น... ลองนึกถึงโลกใบนี้ ในฐานะสมบัติสาธารณะ
เพราะปัญหาโลกร้อนนั้น ไม่มีพรมแดน ไม่มีอาณาเขต และไม่มีขอบเขตจำกัด
ถ้าคนในโลกตะวันออกยอมลงทุนเพื่อลดโลกร้อน ใช่ว่าคนในโลกตะวันตกจะไม่ได้ประโยชน์ไปด้วย.... แต่ไม่ต้องลงทุนลงแรงกับคนในโลกตะวันออก
หรือถ้าคนในโลกตะวันออกยังประกอบกิจกรรมที่เพิ่มปัญหาโลกร้อนต่อไป คนในโลกตะวันตกก็ต้องแบกรับผลกระทบโลกร้อนร่วมกับคนโลกตะวันออกไปด้วย... แต่ไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างที่คนในโลกตะวันออกได้
ดังนั้น การที่คนชาติใดๆ จะพยายาม "ตีตั๋วฟรี"
หรือ เกาะคนอื่นกิน
โดยที่ประเทศของตนเองพยายามจะไม่แบกรับภาระต้นทุนของการลดโลกร้อนไว้กับตัว จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และเกิดขึ้นแล้ว
3) เมื่อจะเริ่มแก้ปัญหาในระดับประเทศของเรา ก็มักพบความยากอีกประการหนึ่ง โดยเฉพาะในการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคน หวังให้หันมาบริโภคสินค้าและบริการที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน
การรณรงค์เชิญชวนเป็นเรื่องสร้างสรรค์ แต่การรณรงค์เรียกร้องอย่างเดียว คงไม่เพียงพอ
น่าคิดว่า... ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ในโลกของความเป็นจริง คืออะไร?
เวลาคนเราจะทำอะไร หรือจะไม่ทำอะไร เป็นเพราะมีคนดังมาชวนให้ทำ หรือมาชวนไม่ให้ทำ อย่างเดียวหรือไม่
หากเชื่อว่า มนุษย์มีเหตุมีผล คือ ตัดสินใจไปตามเงื่อนไขสิ่งจูงใจ โดยดูที่ผลประโยชน์หรือผลกระทบที่มีต่อตัวเองเป็นลำดับแรก เช่น เลือกขึ้นรถเมล์สายนี้ เพราะมันประหยัดเวลาที่สุด ประหยัดเงินที่สุด และสะดวกที่สุด แม้จะรู้ผ่านการรณรงค์เผยแพร่ว่ารถเมล์สายนี้มีการจัดซื้อจัดจ้างที่โกงกิน หรือใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ช่วยลดโลกร้อนก็ตามที เป็นต้น
กับปัญหาโลกร้อน ก็ควรคิดหามาตรการโดยคำนึงถึงความจริงเหล่านี้เช่นกัน
การรณรงค์ในเรื่องโลกร้อน อาจช่วยให้คนหันมาสนใจปัญหา หรือตระหนักถึงผลกระทบของปัญหาโลกร้อนมากขึ้น แต่สิ่งที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรม หรือตัดสินใจที่จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ก็ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสิ่งจูงใจที่คนเราต้องเผชิญในโลกความเป็นจริงอยู่ดี
เช่น รู้ทั้งรู้ว่า การใช้ถุงผ้าจะช่วยลดขยะ แต่คนจำนวนมากก็ยังเคยชินกับความสบายจากการได้ถุงพลาสติกใส่ของฟรีๆ จากร้านค้า จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นต้น
นโยบายหรือมาตรการที่จะทำให้เกิดผลในเชิงรูปธรรมได้จริงๆ จะต้องมีรางวัลเพื่อจูงใจให้คนมีพฤติกรรมที่ดี และต้องมีราคาให้ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับพฤติกรรมที่ทำลายโลก-ทำลายสิ่งแวดล้อม
มาตรการที่ทำให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างได้ผลชัดเจนที่สุด คือ การทำให้คนรู้สึกถึงต้นทุนที่แท้จริงของพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ และให้รางวัลกับการมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์
ตัวอย่างที่มีในต่างประเทศ เช่น
ระบบมัดจำคืนเงิน เช่น ให้ผู้บริโภคจ่ายค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อมรวมอยู่ในราคาสินค้า และจะได้รับเงินคืนเมื่อนำซากผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วมาคืน เพื่อให้สามารถนำไปรีไซเคิล ใช้ซ้ำ หรือกำจัดอย่างถูกต้อง เป็นต้น
การสร้างแรงจูงใจให้ลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ ถุงพลาสติก หากนำถุงผ้ามาใส่ของแทนการให้ร้านค้าใส่ถุงพลาสติกให้ ก็จะได้ส่วนลดพิเศษ เป็นต้น
พูดง่ายๆ ว่า รณรงค์ไปด้วย แต่ก็ต้องมีมาตรการจูงใจให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาสู่การบริโภคหรือการกระทำที่ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน